Trap in Love - ตอนที่ 3-8

posted on 17 Nov 2009 23:27 by bluearrow  in Trap-in-Love

คือว่า เรื่องจากตอนที่ 1-8 เป็นการรีไรท์ เพราะงั้นก็เลยจะเอาลงทุกวันวันละตอน ดังนั้นขอให้ไปติดตามกันเองละกันนะคะ ง่ายดี จะได้ไม่ต้องมาบอกทุกวันเนอะ

http://writer.dek-d.com/blue_arrow/story/view.php?id=568162

อ่อ...แต่เนื่องจากเสาร์-อาทิตย์นี้จะไปเที่ยวต่างจังหวัด ดังนั้นจะข้ามวันเสาร์ไปวันนึง แล้วจะมาอัพตอน 7 วันอาทิตย์ละกันนะคะ(ถ้ารีไรท์เอาไว้ก่อนไปเที่ยวได้เสร็จนะ 555)

เอ๊ะ...ว่าไงนะ? แล้วหลังจากรีไรท์เสร็จ ตอนใหม่นะตออกทุกวันรึเปล่า? แหม...ก็น่าจะรู้จักนักเขียนคนนี้ดีอยู่ ความขี้เกียจล่ะเป็นที่หนึ่ง ไหนเลยจะไปทำอะไรแบบนั้นได้

แต่ว่าจะพยายามให้ได้อาทิตย์ละตอนละกัน เพราะว่ากำลังว่างได้ที่ ดังนั้นช่วงนี้คงขยัน ก็จะพยายามเขียนตุนเอาไว้บ้าง ซึ่งถึงจะเขียนได้มากกว่า 1 ตอนต่อสัปดาห์ ยังไงก็ขอลงแต่ 1 ตอนต่อสัปดาห์นะคะ ขอเก็บแสปร์ไว้เผื่อขี้เกียจ เอ้ย...เผื่อไม่ว่าง - -"

ยกเว้นถ้ามีช่วงขยันมาก(ซึ่งไม่น่าจะมี..) แล้วเขียนได้เยอะจริงๆ ก็อาจลงมากกว่า 1 ตอนต่อสัปดาห์ได้ ยังไงหลังจากตอนที่ 8 ไปแล้วก็รอดูละกันค่ะ

และนี่คือสิ่งที่ยังไม่ได้บอกใครเลยนะ แต่เรื่องนี้นี่จากเดิมที่คิดพล็อตไว้ให้จบในเล่มเดียว พอดีคิดไปคิดมา ไอเดียบังเกิดข้ามไปได้ถึงภาค 2(ภาค 1 มรึงยังเขียนไม่จบเลย....โลภมากอีก...) แล้วคิดไปคิดมาอีกก็ได้พล็อตถึงภาค 3 เข้าไปแล้ว ว่ะ ฮะ ฮะ ฮ่า!

เพราะว่ามันเป็นแนวตลก เลยพลิกแพลงใส่มุกและเหตุการณ์เว่อร์ๆ ได้เยอะดี ยิ่งคิดยิ่งสนุกแฮะ เพราะงั้นเลยมีแนวโน้มว่าเรื่องนี้จะได้หลายภาคอยู่ อย่างน้อยๆ ตอนนี้คิดได้ 3 ภาคละ แต่ละภาคก็จะโตขึ้นไปปีนึง(ภาค 1 อยู่ม.4 ภาค 2 อยู่ม.5 ไรงี๊ ถ้าคนยังติดตามอ่านเรื่อยๆ อาจเขียนได้จนเรียนจบมหาลัยกันไปเลยโน่น...ก็ว่าเข้าไปนั่น) 

ดังนั้นมาเอาใจช่วงว่านักเขียนคนนี้จะมีปัญญาเขียนได้ถึง 3 ภาครึเปล่ากันดีกว่าค่ะ เริ่มจากภาคนี้ก่อนเลยละกัน จะเขียนจบมั้ยหว่า...? 

Trap in Love - ตอนที่ 2

posted on 16 Nov 2009 22:33 by bluearrow  in Trap-in-Love

เนื่องด้วยว่าการอัพนิยายใน exteen นี่มันลำบากจริงๆ (หรือเป็นเพราะเราไม่ได้ใช้มานานก็ไม่รู้แฮะ...) คือว่าพอก็อปจาก word มามันก็อ่านแล้วแปลกๆ ต้องมาเปลี่ยน font แล้วอะไรๆ ก็ไม่เข้าที่เข้าทาง พอถ้ามันยาวมาก ก็เกิน template ไปอีก...ซึ่งเราก็ขี้เกียจจะไปนั่งแก้อะไรมัน

เพราะงั้นเลยจะไม่อัพในนี้แล้วดีกว่า แต่จะมาอัพเดทบอกว่าอัพตอนใหม่รึยัง แล้วก็จะให้ตามไปอ่านที่เด็กดีแทนละกัน เพราะว่าที่นั่นอัพนิยายง่ายกว่า ติดตามอ่านแต่ละตอนง่ายกว่าด้วย ส่วนบล็อกนี้เอาไว้อัพเรื่องชีวิตเรื่อยเปื่อยของเราดีกว่าเนอะ

เพราะงั้นก็ตามไปอ่านตอนที่ 2 ได้ที่นี่เลยจ้า!

http://writer.dek-d.com/blue_arrow/story/viewlongc.php?id=568162&chapter=2

 

 

 

Trap in Love - บทนำ+ตอนที่ 1

posted on 15 Nov 2009 23:04 by bluearrow  in Trap-in-Love

เนื่องจากว่าหายไปนานเลยขอเปลี่ยนชื่อเรื่องซะเลย และก็ขอตั้งชื่อภาษาไทยไว้เลยด้วย เพราะเรื่องที่แล้วไม่ได้ตั้งภาษาไทย สนพ.เลยตั้งให้ และที่ผ่านมาสองเล่มโดนเปลี่ยนชื่อหมด.. T T ลองดุสิว่าคราวนี้ถ้าได้พิมพ์จะโดนเปลี่ยนอีกมะ 555+

ให้ฃื่อภาษาไทยว่า "อยากจะรัก...ต้องหลอก" (ผีหลอกเหรอฟะ...-*- เอาน่า มันคิดได้แค่นี้) ส่วนภาษาอังกฤษเป็น Trap in Love อ่านไปเรื่อยๆ จะเข้าใจเองว่าทำไมเป็นชื่อนี้ จริงๆ The Cover ก่อนหน้านี้ก็สื่ออะไรได้ดี แต่เกรงว่าจะลึกเกินไป เลยเอาแบบเข้าใจง่ายหน่อยดีกว่า

แต่สำหรับในบล็อกนี้จะขอเรียกแต่ชื่อภาษาอังกฤษอย่างเดียวละกัน เพราะโดยส่วนตัวก้ยังคิดว่าตัวเองตั้งชื่อภาษาไทยไม่ได้เรื่องเลย เพราะงั้นหลักๆ เอาชื่อภาษาอังกฤษไปก่อน เผื่อนึกอะไรดีๆ ได้ค่อยเปลี่ยนชื่อภาษาไทยทีหลังตอนจะได้พิมพ์ละกัน

นี่เป็นฉบับรีไรท์ใหม่ แก้สำนวนบางจุดนิดหน่อย แต่เนื้อเรื่องคงเดิม ใครลืมไปแล้วว่าความเดิมเป็นยังไงก็อ่านกันอีกรอบละกันเนอะ

-------------------------------------------------------------------------------------------

 

บทนำ

 

                “ว้าก ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า!!”  เสียงหัวเราะดังกังวานไปทั่วบริเวณ จริงๆ มันก็ไม่ได้ดังขนาดนั้นหรอก แต่ก็ดังพอจะทำให้คนที่ยืนอยู่บริเวณนั้นต่างพากันหันหน้ามามองเป็นตาเดียว พลางคิดในใจว่ายัยเด็กนี่ท่าทางจะไม่ค่อยเต็ม และค่อยๆ เขยิบถอยห่างจากที่มาของเสียงนั้นทีละน้อย ผู้ปกครองบางคนถึงกับเอามืออุดหูลูกหลานของตัวเองไว้แล้วรีบพาเดินจากไปด้วยท่าทีหวาดๆ ในทันที

 

                “พอได้แล้วไอ้ต้น แกจะบ้าเรอะ คนมองกันใหญ่แล้ว”

               

                เด็กหญิงอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบห้ามปราม เธอเป็นเด็กผู้หญิงอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี เธอมีหน้าตาและผิวขาวอย่างคนที่มีเชื้อสายจีนผสมผสานอยู่ด้วยและยังถักเปียสองข้างดูน่ารักสมวัย แต่มีเพียงสายตาเท่านั้นที่ดูเหมือนกำลังเอือมระอาบางอย่างอยู่  อ้อ...ใช่แล้ว เธอกำลังเอือมระอาเด็กหญิงเจ้าของเสียงหัวเราะผู้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเธอมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลนั่นเอง

 

                “ก็มันดีใจนี่หว่าไอ้แพรว!” เด็กหญิงผู้มีนามว่าต้นพูดด้วยความยินดีกับเพื่อนสนิท โดยที่ลดระดับเสียงลงประมาณหนึ่งในร้อยของเดิม...หรือเรียกอีกอย่างว่าระดับเสียงเท่าเดิมก็พอได้

 

                “มีอะไรน่าดีใจนักหนา ก็แค่สอบเข้าเรียนต่อได้แค่เนี้ย” แพรวพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย ปกติแล้วเธอก็เป็นเด็กธรรมดาที่ร่าเริงสดใสสมวัย แต่เวลาอยู่กับเพื่อนคนนี้ทีไร ทำไมเธอถึงได้ใช้น้ำเสียงแบบนี้บ่อยนักก็ไม่รู้ เฮ้อ...

 

                 “ไม่ดีใจได้ไง โรงเรียนนี้ดังมากเลยนะ แถมขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนคุณหนูที่มีแต่ลูกผู้ดีมีเงิน หรือไม่ก็เด็กที่หัวดีจริงๆ เท่านั้นถึงจะสอบติดเชียวนะ แล้วคิดดูซิว่า เด็กโรงเรียนวัดอย่างพวกเราสอบติดได้ มันช่างน่าดีใจอะไรเช่นนี้” ต้น หรือชื่อเต็มว่า เด็กหญิงต้นน้ำ พร่ำพรรณนาด้วยแววตาชวนฝัน  เหม่อลอยอยู่หน้าบอร์ดประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านในโรงเรียนของตน

 

                “พูดถึงเรื่องเด็กหัวดีแล้ว ฉันยังสงสัยไม่หายว่าทำไมถึงมีบางคนสอบติดได้นะ...” พูดจบแพรวก็ปรายตามองเพื่อนสนิทผู้ยังคงมีแววตาเหมือนติดอยู่ในโลกแห่งจินตนาการของตัวเอง

 

                ความจริงแล้วพวกเธอสองคนไม่ได้เรียนโรงเรียนวัดที่มีภาพลักษณ์ในแบบที่คุณผู้อ่านกำลังจินตนาการกันอยู่หรอก โรงเรียนประถมที่เธอสองคนเรียนนั้นก็เป็นโรงเรียนประถมระดับกลางที่ได้มาตรฐานในการสอนที่เรียกว่าเข้าขั้นดี เพียงแต่โรงเรียนนี้ตั้งอยู่ข้างวัดชื่อดังแห่งหนึ่ง ดังนั้นถึงแม้ว่าโรงเรียนแห่งนี้จะมีชื่อของตัวเอง แต่ก็ไม่วายถูกคนในละแวกนั้นเรียกว่า ‘โรงเรียนวัดxxx’ อยู่ดี เพราะมันเรียกง่ายกว่าชื่อยาวเฟื้อยของโรงเรียน

 

                แพรวเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องที่เรียกกันว่า ‘ห้องเด็กเก่ง’ และแพรวยังเป็นนักเรียนที่เรียนได้อันดับที่หนึ่งมาตลอดหกปีติดต่อกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะสอบติด และไม่ใช่เรื่องแปลกเช่นเดียวกันที่เธอไม่มีทีท่าดีอกดีใจจนโอเว่อร์เหมือนเพื่อนสนิทของเธอ

 

                ทว่าในกรณีของต้นน้ำนั้นต่างกัน แม้ว่าต้นน้ำจะเรียนอยู่ห้องเด็กเก่งเช่นเดียวกันกับแพรว แต่ผลการเรียนของต้นน้ำนั้นมักจะอยู่ในสภาพจะตกแหล่มิตกแหล่ และมักได้อันดับบ๊วย หรือไม่ก็รองบ๊วยของห้องเป็นประจำ จนเกือบจะโดนลดระดับไปอยู่ห้องอื่นก็หลายที แต่แพรวก็สุดแสนจะประหลาดใจเหลือเกินที่ไม่รู้ทำไม ต้นน้ำยังคงรอดพ้นการตกดิวิชั่นมาได้จนกระทั่งเรียบจบแบบนี้

 

                มีแต่คนแปลกใจที่ทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันได้มาตั้งแปดปี..หรือจะเรียกว่าแพรวต้องทนทุกข์ทรมานมาตั้งแปดปีในการเป็นเพื่อนสนิทของต้นน้ำก็พอจะว่าได้...

 

                ความจริงแล้วต้นน้ำก็ไม่ใช่เด็กโง่ มิเช่นนั้นเธอคงไม่สามารถอยู่ในห้องเด็กเก่งได้ แต่เมื่อพิจารณาจากอัตราการสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนชื่อดังแห่งนั้น และจำนวนเด็กจากโรงเรียนของพวกเธอทั้งสองคนที่เข้าสอบที่นั่น มันก็เป็นเรื่องน่าประหลาดใจทีเดียวที่มีเพียงเธอสองคนที่สอบได้ในปีนี้

 

                ...นึกว่าจะหลุดพ้นจากยัยนี่แล้วเชียว...แพรวแอบคิดในใจ พลางอมยิ้ม

 

                ไม่ใช่หรอก ถึงแม้ว่าแพรวจะชอบแสดงอาการเอือมระอาเพื่อนสนิทคนนี้บ่อยครั้ง แต่ความจริงแล้วเธอเองก็รักเพื่อนคนนี้มากเช่นกัน แม้นิสัยจะไม่ได้เหมือนกันมาก ทัศนคติในหลายๆ เรื่องก็แตกต่างกันสุดขั้ว เอ่อ...เรียกว่าไม่เหมือนกันซักกะอย่างจะดีกว่า แต่ว่าไม่รู้ทำไมเวลาอยู่กับเพื่อนคนนี้ไม่เคยทำให้แพรวเบื่อเลย ...แม้บางครั้งจะน่าเหน็ดเหนื่อยใจอยู่บ้างก็เถอะ...

 

                “ทีนี้ล่ะ ฉันก็จะเข้าใกล้เป้าหมายสูงสุดในชีวิตไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว!” ต้นน้ำพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

 

                “เป้าหมายบ้าบออะไรอีกล่ะ” แพรวหันมามองหน้าต้นน้ำอย่างเซ็งๆ

 

                “อะแฮ่ม...” ต้นน้ำทำเสียงกระแอมในลำคอเพื่อให้ดูเหมือนว่ากำลังจะพูดเรื่องสำคัญ แล้วจึงหันมาจ้องหน้าเพื่อนสนิทของเธอ

 

                “ฉันจะต้องมีแฟนหล่อ รวย เก่ง เท่ เป็นสุภาพบุรุษที่แมนสุดๆ เหมือนพระเอกหนังให้ได้!” ต้นน้ำพูดด้วยเสียงอันดังอย่างเด็ดเดี่ยว...แต่ก็ดังแค่พอที่จะให้แพรวได้ยินคนเดียว เพราะถึงแม้ว่าเธอจะกล้าบ้าบิ่นสักเท่าไร แต่ก็ยังพอหลงเหลือความละอายใจอยู่บ้าง...

 

                “..........”

 

                “ว่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า!”  ต้นน้ำเท้าสะเอวพลางยกมือขวาชึ้ขึ้นไปในอากาศราวกับว่าเป้าหมายของเธออยู่สูงขึ้นไปบนท้องฟ้าสีครามนั้น

 

                “ประสาทรึเปล่า...” แพรวพูดพลางถอนใจอย่างเซ็งชีวิตสุดขีด ก่อนจะชี้ที่ชื่อโรงเรียนที่ทั้งสองคนสอบติดเป็นการเน้นย้ำ “นี่มันโรงเรียนหญิงล้วน...”

 

                “...................................”

 

                “อย่าบอกนะว่าแกมาสอบโดยไม่รู้”

 

                “...................................”

 

                “คนบ้าก็คือคนบ้าอยู่วันยังค่ำจริงๆ ด้วย”

 

                “ว้ากกกกกกกกกกกกก!!”

 

                เสียงร้องโหยหวนของเด็กผู้หญิงอายุสิบสองปีดังก้องไปทั่วบริเวณจริงๆ แล้วคราวนี้...

 

-----------------------------------------------------------------------------------

 

ตอนที่ 1

 

                “เอาล่ะ ไม่เป็นไร ถึงจะยังไม่ตรงตามแผนที่วางไว้นัก แต่ก็พอจะนับว่าเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงได้อยู่ เอ้า! ลุย!” เด็กหญิงผมซอยสั้นจนดูเผินๆ เหมือนเด็กผู้ชายพูดพร่ำกับตนเองพร้อมกำมือแน่นชูขึ้นในอากาศ ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ข้ามอาณาเขตที่กั้นด้วยกำแพงสูงเข้าไป

 

                ช่างเป็นเด็กผู้หญิงที่เข้มแข็งเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เพิ่งจะเข้าชั้นมัธยมต้นเป็นวันแรกก็สามารถมาโรงเรียนได้ด้วยตัวคนเดียวแล้ว

 

                เปล่าหรอก ถึงจะดูเหมือนเป็นแบบนั้น แต่ความจริงแล้วผู้ที่มาส่งเธอยืนอยู่ข้างรถยนต์ญี่ปุ่นสีเลือดหมูคันเล็กๆ ที่จอดอยู่ริมถนนต่างหาก เขาเป็นชายวัยสามสิบปลายๆ ผู้มีร่างกายใหญ่โตบึกบึนองอาจ แต่ทว่าในเวลานี้กลับกำลังเอาผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กซับน้ำตาที่หางตาอยู่ สายตามองตามแผ่นหลังของเด็กหญิงผ่านประตูโรงเรียนไป

 

                “ต้นเอ้ย...ทำไมลูกถึงได้โตขึ้นมาอย่างสง่าผ่าเผยสมชายชาตรีแบบนี้ พ่อล่ะปลื้มใจเหลือเกิน” ชายคนนั้นพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงปิติยินดี

 

                “เอ่อ...คุณพ่อคะ...” เสียงเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นอย่างเอือมระอา พลางกระตุกชายเสื้อของชายผู้นั้นสองสามที  “ไอ้ต้นมันเป็นผู้หญิงค่ะพ่อ”

 

                “พ่อรู้แล้ว พ่อรู้แล้ว แต่ไม่ว่ายังไงมันก็ยังดูสมชายชาตรีอยู่ดี ไม่เห็นเหรอหนูแพรว”

 

                ชายผู้นี้ชื่อ ธาราธร เขาเป็นพ่อของเด็กผู้หญิงผมสั้นที่ชื่อต้นน้ำคนที่เพิ่งเดินเข้าประตูโรงเรียนไปเมื่อสักครู่นี้ ส่วนแม่ของเด็กหญิงเสียไปตั้งแต่เธอยังเล็กนัก เขาต้องเลี้ยงลูกสาวคนนี้โดยลำพังมาตลอด โดยใช้ความสามารถที่เขามีติดตัวมาเป็นอาชีพเลี้ยงปากท้องนั่นคือเป็นอาจารย์สอนเทควันโด้ในโรงยิมเล็กๆ ที่ตนเองก่อตั้งขึ้นมา ถึงจะไม่ได้ร่ำรวยอะไรแต่ก็ยังพอมีพอกินเลี้ยงดูลูกสาวแสนน่ารัก(?)คนนี้มาได้ จนกระทั่งบัดนี้เด็กหญิงอายุได้สิบสองปีแล้ว

  

                เด็กหญิงผมเปียถอนหายใจยาวๆ พลางคิดว่าสองพ่อลูกนี้ช่างถอดแบบกันออกมาเลยทีเดียว

 

                “ค่ะๆ งั้นหนูไปก่อนนะคะ ขอบคุณคุณลุงมากนะคะที่มาส่ง พอดีวันนี้คุณแม่ไม่ว่างพอดี แต่วันต่อไปคงไม่รบกวนแล้วล่ะค่ะ”

 

                “แหม...รบกงรบกวนอะไรกัน หนูแพรวเป็นเพื่อนต้นน้ำมาตั้งแต่เด็กๆ ลุงก็เห็นหนูเป็นเหมือนลูกหลานนั่นแหละ” ธาราธรบอกอย่างเอ็นดู “แถมถ้าไม่มีหนูแพรวคอยช่วยเหลือ ไอ้ต้นคงไม่มีปัญญาจะสอบเข้าโรงเรียนดีๆ แบบนี้ได้หรอก ยังไงต่อไปก็ฝากหนูช่วยดูแลไอ้ต้นมันด้วยนะ หรือจะดูแลมันไปตลอดชีวิตก็ได้ ถ้าไอ้ต้นได้ผู้หญิงดีๆ อย่างหนูแพรวเป็นภรรยาล่ะก็ พ่อคงนอนตายตาหลับ” พูดจบก็ก้มลงสั่งน้ำมูกกับผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยในมือ ก่อนจะมองตามแผ่นหลังลูกชาย เอ้ย...ลูกสาวของตนที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ

 

                “เอ่อ...พ่อคะ...ต้องให้หนูเตือนความจำอีกกี่ครั้งคะว่าไอ้ต้นมันเป็นผู้หญิงค่ะพ่อ” แพรวบอกกับธาราธรด้วยน้ำเสียงแบบอดทนอดกลั้นเต็มที่

 

                “พ่อรู้แล้วๆ” ธาราธรยังคงสะอื้นเล็กๆ กับผ้าเช็ดหน้าต่อไป “เพียงแต่ว่า...ดูยังไงๆ ไอ้ต้นมันก็ช่างองอาจหาญสมชายไม่ใช่เหรอลูก...”

 

                เด็กหญิงพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มฝืดๆ ให้พลางคิดในใจ...นี่เราจะต้องเผชิญชะตาชีวิตแบบนี้ไปอีกนานไหมนะ...

 

                ธาราธรฝากฝังให้แพรวดูแลต้นน้ำอีกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินกลับไปยังรถของตนพลางสูดจมูกฟุดฟิดไปตามทางด้วย จากนั้นแพรวจึงเดินตามต้นน้ำเข้าโรงเรียนไปจนทันแล้วดึงแขนให้หยุดเอาไว้ เมื่อไปยืนเทียบกับเพื่อนของเธอแล้วแพรวก็พบว่าต้นน้ำสูงกว่าเธออยู่หลายเซนติเมตรทีเดียว สงสัยตอนช่วงปิดเทอมคงจะสูงเพิ่มขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่แปลกหรอกนะ ในเมื่อตลอดเวลาที่ผ่านมางานอดิเรกของต้นน้ำมีเพียงอย่างเดียวนั่นคือการหักคอหมีด้วยมือเปล่า เอ้ย...ไม่ใช่ คือการเล่นเทควันโด้ต่างหาก

 

                “รอกันด้วยสิ จะรีบเดินไม่ไหนไม่ทราบยะ”

 

                “อ้าว! โทษที คนมันตื่นเต้นน่ะ” ต้นน้ำบอกพลางหันมาตบไหล่เพื่อนเบาๆ แต่ด้วยแรงช้างสารของเธอก็ทำให้แพรวแทบทรุดลงไปกองกับพื้นทีเดียว

 

                “ก็แค่มาโรงเรียน มันจะมีอะไรให้ตื่นเต้นได้มาก...ว้าย!” มีเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นก่อนที่แพรวจะร้องเสียงหลง ปลายนิ้วของเธอชี้ไปทางด้านหลังของต้นน้ำ

 

                “มีอะไรวะ...”

 

                ต้นน้ำหันไปดูตามที่แพรวชี้ ซึ่งที่นั่นเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ มีต้นไม้หลากหลายพันธุ์ขึ้นอยู่โดยรอบ ตามขอบสระเป็นพื้นหญ้าลาดลงไปจึงมีเด็กนักเรียนหลายคนนั่งเล่นกันอยู่บริเวณนั้น

 

                แต่สิ่งที่ทำให้แพรวตกใจนั่นก็คือ ตรงริมขอบสระด้านที่ใกล้กับทั้งคู่มีร่างของเด็กหญิงคนหนึ่งอยู่ในน้ำ ใช้สองแขนตีน้ำจนกระจุยกระจาย เสียงเมื่อสักครู่คงเป็นเสียงที่เธอพลัดตกลงไปเป็นแน่

 

                “ทำอีท่าไหนถึงตกลงไปได้ล่ะนั่น แต่ไม่เป็นไรหรอกมั้ง ริมสระน้ำไม่น่าลึกเท่าไหร่” ต้นน้ำพูดพลางยักไหล่ ก่อนจะหันกลับมา

 

                “สงสัยจะไม่เป็นงั้นแล้วสิ” แพรวพูดขึ้น

 

                ไม่รู้ว่าทำยังไง แต่เด็กหญิงคนที่ตกลงไปในน้ำนั้นแทนที่จะค่อยๆ ปีนขึ้นฝั่ง แต่เธอกลับยิ่งตะกุยตะกายน้ำด้วยความตกใจและนั่นยิ่งทำให้ร่างของเธอลอยออกไปไกลจากฝั่งขึ้นอีก เด็กอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็ได้แต่มองดูทำอะไรไม่ถูกกันไปหมด พวกเจ้าหน้าที่และอาจารย์ก็ไม่รู้ว่าดันหายไปไหนในตอนนี้เสียด้วย ส่วนพวกผู้ปกครองก็ไม่มีใครเห็นเพราะอยู่ไกลจากบริเวณนั้นเกินไป

 

                “ทำบ้าอะไรของเขากันนะ” ต้นน้ำพูดอย่างรำคาญใจก่อนจะทิ้งกระเป๋านักเรียนลงข้างตัว วิ่งไปบริเวณขอบสระ ถอดรองเท้านักเรียนสีดำใหม่เอี่ยมอ่องที่เพิ่งซื้อมาเมื่อไม่กี่วันก่อนขว้างทิ้งไปข้างหลังอย่างเร็วๆ แล้วกระโจนลงน้ำไปทันที

 

                เอ่อ...ต้องขอบอกเอาไว้ตรงนี้สักนิดว่า รองเท้าข้างหนึ่งที่ต้นน้ำโยนทิ้งไปนั้น ช่างบังเอิญประจวบเหมาะลอยละลิ่วไปประสบเข้ากับศีรษะด้านซ้ายของแพรวเข้าพอดี แต่ก็เป็นเคราะห์ดีของต้นน้ำเสียเหลือเกินที่หลังจากนั้นแพรวมัวแต่ตกใจกับเหตุการณ์จนลืมที่จะด่า เอ๊ย! ต่อว่าต้นน้ำในเรื่องนี้

 

                ต้นน้ำว่ายน้ำอย่างคล่องแคล่วเข้าไปหาเด็กหญิงคนนั้นทางด้านหลัง แล้วใช้แขนล็อกคอเอาไว้ ก่อนจะค่อยๆ พากันว่ายกลับริมฝั่งอย่างทุลักทุเล

 

                “ทำยังไงถึงตกลงไปได้ล่ะนั่น ซุ่มซ่ามจริงนะเธอ” ต้นน้ำบ่นกับเด็กหญิงตัวเล็กๆ ใส่แว่นตาหนาๆ ทรงกลม ผู้ซึ่งมีผมยาวรวบเป็นหางม้าไว้ด้านหลัง

 

                ท่าทางคงเป็นคุณหนูที่ไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเองแน่ๆ ดูซิ ตัวก็บาง แขนก็เล็กนิดเดียว ผิวขาวเหมือนเกิดมาไม่เคยโดนแดด แว่นตาที่หนาเตอะนั่นก็คงเพราะวันๆ เอาแต่เรียนหนังสือสินะ คนแบบนี้ช่างต่างจากสาวสวย(?)อย่างเราจริงๆ...ทั้งหมดนี้คือความคิดหลงตัวเองสุดๆ ในใจของต้นน้ำ

               

                แหม...ทำไมต้นน้ำถึงได้เป็นเด็กหญิงที่มีนิสัยน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้นะ ท่าทางคงจะได้รับการอบรมสั่งสอนมาดีทีเดียวเชียว

 

                เด็กหญิงตัวเล็กเอาแต่สะอึกสะอื้นจนไม่อาจกล่าวอะไรออกมาได้ แต่ต้นน้ำก็ไม่มีเวลาจะสนใจเธอหรอก เพราะจู่ๆ ก็มีคนมากมายมารุมล้อมพวกเธอ

 

                “ว้าย! เท่จังเลย!”

 

                “โห...แมนจริงๆ เลยน้อง”

 

                “เจ๋งจริงๆ!”

 

                “กล้าหาญมาก!”

 

                คำพูดอะไรทำนองนี้ออกมาจากปากผู้คนที่รุมล้อมกันอยู่จนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ ต้นน้ำได้แต่งงๆ จนทำอะไรไม่ถูก เกือบจะลืมไปแล้วว่าตนเองยังตัวเปียกโชกอยู่

 

                ไม่กี่วินาทีต่อมา บรรดาอาจารย์ก็รีบกรูกันเข้ามา แต่ก็มาช้าเหมือนตำรวจในหนังไทยจริงๆ นั่นคือมาถึงเอาเมื่อตอนเรื่องเสร็จสิ้นแล้ว หลังจากไต่ถามเหตุการณ์อย่างเร็วๆ แล้วก็รีบพาเด็กหญิงคนนั้นออกไปจากวงล้อมเพื่อพาไปห้องพยาบาลทันที

 

                อ้าว! เราก็ลงน้ำไปด้วยนะ ไม่คิดพาเราไปห้องพยาบาลบ้างเรอะ...ต้นน้ำบ่นในใจดังๆ แต่ดังแค่ไหนก็ได้ยินอยู่คนเดียวอยู่ดี

 

             เด็กหญิงตัวสูงใหญ่ที่ท่าทางจะอยู่ชั้นมัธยมปลายเดินแหวกฝูงชนเข้ามาหาต้นน้ำที่ยังคงยืนตัวเปียกอยู่ตรงกลางวง ก่อนจะเอ่ยถาม “น้องชื่ออะไรน่ะ?”

 

                ต้นน้ำอ้าปากตอบออกไปแบบงงๆ “เอ่อ...ชื่อ...”

 

                “เฮ้ย! ไอ้ต้น เป็นอะไรรึเปล่าวะ!” ยังไม่ทันได้พูดชื่อตัวเอง เพื่อนสนิทแสนรักก็แทรกเข้ามาหาเสียก่อน

 

                “ชื่อต้นเหรอ? ชื่อยังกับเด็กผู้ชาย แหม...แต่ก็แมนสมชื่อดีนะน้อง” รุ่นพี่คนนั้นพูดพลางหัวเราะ

 

                “ว้าย! ชื่อต้นด้วยแหละเธอ พระเอ๊กพระเอก!” เสียงเด็กหญิงคนหนึ่งที่รุมล้อมอยู่ดังขึ้น

 

                “พี่ต้นขา!” เด็กหญิงอีกคนร้องเรียกด้วยดวงตาเคลิ้มฝัน

 

                “เอ่อ...เพิ่งจะเข้าม.1 วันนี้เองค่ะ” ต้นน้ำตอบอ้อมแอ้ม

 

                “งั้นก็น้องต้นขา!”

 

                นอกจากจะหนาวเหน็บแล้ว ต้นน้ำยังรู้สึกปวดหัวตุบๆ อย่างไรไม่ทราบได้

 

                “มาอยู่ชมรมบาสกับพี่มั้ย เราตัวสูงดีนี่ ท่าทางน่าจะเล่นกีฬาเก่งด้วย” รุ่นพี่คนที่ถามชื่อเอ่ยชวน

 

                “เอ่อ...คือ...”

 

                “มาอยู่ชมรมวอลเล่ย์ของพี่ดีกว่าน่า” รุ่นพี่อีกคนที่โผล่มาจากไหนไม่รู้พูดขึ้นบ้าง

 

                “อ่า....คือว่า...”

 

                “ชมรมดนตรีดีกว่าน้อง เท่ๆ อย่างน้องเนี่ยสาวกรี๊ดตรึมแน่ๆ!” เสียงรุ่นพี่สักคนหนึ่งที่อยู่ในวงล้อมนั้นดังขึ้น

 

                “ว้ากกกกกกกก!” ไม่ต้องบอกก็คงจะพอเดาได้ใช่ไหมว่าเสียงตะโกนอย่างประสาทเสียนี่เป็นของใคร

 

*****************************

 

                หนึ่งปีผ่านไป...ไวเหมือนโกหก

 

                “โอ๊ย! ทำไมถึงไม่มีใครมาจีบฉันเลยวะ” ต้นน้ำบ่นกับแพรวเพื่อนสนิทของเธอเป็นรอบที่เท่าไรแล้วไม่รู้

 

                “จะบ่นอะไรนักหนา ก็เห็นมีคนมาสารภาพรักแทบทุกวัน” แพรวพูดอย่างขี้เกียจจะสนใจ

 

                “มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้นเลยนี่หว่า แถมแต่ละคนก็เอาแต่บอกว่าฉันเท่ยังงั้น แมนยังงี๊ โอ๊ย!..ที่ฉันต้องการน่ะต้องเป็นผู้ชายหล่อๆ เท่ๆ รวยๆ อะไรแบบนั้นมันถึงจะเหมาะกับหญิงสาวใสซื่อแสนสวยอย่างฉันสิ!”

 

                แพรวหันหน้าไปมองเพื่อนสนิทของตนช้าๆ ด้วยดวงตาหรี่ลงอย่างแสดงความรังเกียจประโยคเมื่อสักครู่อย่างเห็นได้ชัด แต่ทว่าคนที่ไม่สังเกตเห็นก็คงมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้น

 

                “แกเพิ่งจะอยู่ม.2 เองนะ ถามจริงเหอะ ทำไมถึงตั้งเป้าหมายอะไรแบบนี้วะ”

 

                “มันเป็นความใฝ่ฝันของฉันนี่หว่า เด็กผู้หญิงทุกคนก็ควรจะใฝ่ฝันเหมือนฉันทั้งนั้นแหละ” ต้นน้ำตอบ

 

                “ใครไปเข้าฝันบอกแกว่าทุกคนต้องคิดแบบนั้นน่ะ” แพรวพูดพลางเกาหัวแกรกๆ

 

                “อ้าว! ก็พระเอกในละครทีวีก็เป็นแบบนั้นทั้งนั้นนี่ หล่อ รวย เท่ เป็นสุภาพบุรุษ เด็กผู้หญิงคนไหนๆ ก็ต้องอยากมีแฟนเหมือนพระเอกในละครทั้งนั้นแหละ” ต้นน้ำบอกด้วยแววตาชวนฝัน

 

                แพรวส่งสายตารังเกียจไปให้แบบสุดความสามารถ แต่ต้นน้ำก็ยังมิได้รู้สึกตัวแต่อย่างใด

 

                “สรุปว่าที่แกมีเป้าหมายแบบนี้ก็เพราะดูละคร?” แพรวถามขึ้นในที่สุด

               

                “อื้อ!” ต้นน้ำพยักหน้าตอบแข็งขัน ดวงตาเป็นประกาย ราวกับว่านี่คือความจริงที่สุดในชีวิตแล้วกระนั้น

 

                “คนบ้าก็ยังเป็นคนบ้าอยู่วันยังค่ำจริงๆ ด้วย”

 

                “เมื่อกี้แกว่าอะไรนะ?”

 

                “เปล๊า...ช่างมันเหอะ ฉันพอจะเริ่มทำใจกับนิสัยแบบนี้ของแกได้แล้ว”

 

                “นิสัยดีๆ แบบฉันเนี่ยเหรอ?”

 

                “........”

 

                “แต่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมถึงไม่มีผู้ชายมาจีบฉันซะทีน้า...” ต้นน้ำบ่นกระปอดกระแปด พลางยกสองมือขึ้นเท้าคางไว้บนโต๊ะ

 

                “เอาล่ะ” แพรวพูดพร้อมกับหันมาประจันหน้ากับเพื่อนสนิทของเธอ “อยากรู้เหตุผลจริงๆ ใช่มั้ย?”

 

                ต้นน้ำพยักหน้าตอบอย่างกระตือรือร้น

 

                “งั้น...เรามาค่อยๆ ลองคิดกันดูอย่างช้าๆ เลยนะ” แพรวทำท่าเหมือนกำลังสอนเด็กอนุบาลนับเลข “อันดับแรก...”

 

                “อันดับแรก...” ต้นน้ำทวนคำพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้

 

                “เราสองคนอยู่ในโรงเรียนหญิงล้วนโว้ย!” แพรวตะโกนใส่หูเสียงดัง “จะต้องให้บอกอีกกี่รอบห๊า!”

 

                “โอ๊ย...เรื่องนั้นรู้อยู่แล้วน่า” ต้นน้ำบ่นพลางเอานิ้วแคะขี้หูไปด้วย ก่อนจะยกเท้าข้างหนึ่งมาพาดบนเก้าอี้ตัวข้างๆ...ช่างสมเป็นกุลสตรีเหลือเกิน “แต่เห็นคนอื่นก็ยังมีเด็กโรงเรียนอื่นมาจีบเลยนี่นา”

 

                “เอาล่ะ เราจะข้ามข้อเท็จจริงเรื่องนั้นไปก็ได้ งั้นขอถามหน่อย แกคิดว่าผู้ชายเขาชอบผู้หญิงแบบไหน?”

 

                “อืม...ก็น่าจะต้องฉลาด น่ารัก สุภาพเรียบร้อยเป็นกุลสตรี...”

 

                “ฉลาดนี่!” แพรวพูดประชด “งั้นเราลองมาพิจารณาตัวแกกันดูหน่อย แกถนัดวิชาอะไรมากที่สุด?”

 

                “ก็ต้องพละแหงสิ”

 

                “แล้ววิชาอะไรที่ห่วยที่สุด?”

 

                “ก็คหกรรม...” เสียงต้นน้ำเริ่มอ่อย

 

                “ชมรมที่แกอยู่ตอนนี้?”

 

                “ชมรมเทควันโด...” ต้นน้ำเริ่มฉุกคิด

 

                “เวลาซ้อมเทควันโดกับเด็กผู้ชายที่โรงยิมพ่อแก แกเคยแพ้มั้ย?”

 

                “ไม่...”

 

                “เวลาพูดจาแกพูดคะขา?”

 

                “เอ่อ...” เริ่มคิดได้

 

                “กิริยาท่าทางแกเป็นกุลสตรีเรียบร้อย?” แพรวพูดพลางปรายตาไปทางเท้าของต้นน้ำที่วางพาดอยู่บนเก้าอี้

 

                “อ่า...” สีหน้าเริ่มสลด ก่อนจะค่อยๆ ลดเท้าลงมาบนพื้นตามเดิม

 

                “เอาล่ะ ปิดประเด็นได้” แพรวกล่าวปิดการประชุม

 

                “ว้ากกกกก! ไม่ยอมๆๆๆ” ต้นน้ำตะโกนเสียงดังโหวกเหวกจนเพื่อนในห้องหันมาดูเป็นตาเดียว แต่เพียงไม่กี่วินาทีก็หันกลับไป เพราะเพื่อนๆ เห็นเป็นเรื่องปกติเหลือเกินสำหรับเด็กหญิงต้นน้ำคนนี้ที่จู่ๆ จะลุกขึ้นตะโกนโวยวายโดยไม่ทราบสาเหตุ

 

                “ทำใจเหอะแก อย่างแกไปจีบผู้หญิงยังจะมีโอกาสมากกว่าอีก” แพรวปลอบใจเพื่อนพร้อมกับตบบ่าเบาๆ

 

                “ไม่เด็ดขาด ฉันจะต้องบรรลุเป้าหมายของฉันให้ได้!” ต้นน้ำพูดอย่างมุ่งมั่นพลางชูกำปั้นขึ้นในอากาศ

 

                “เออ...ตามใจแกละกัน” แพรวบอกก่อนจะเริ่มเปิดหนังสือวิชาเลขออกอ่านเตรียมตัวสำหรับชั่วโมงเรียนที่กำลังจะมาถึง

 

                “นึกออกแล้ว!” ต้นน้ำโพล่งขึ้นพร้อมกับใช้สองมือจับต้นแขนของแพรวเขย่าอย่างแรง

 

                “เป็นบ้าอะไรอีกเนี่ย!” แพรวร้องอย่างตกใจ

 

                “ฉันจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง!” ต้นน้ำพูดเสียงดัง

 

                “หา?”

 

                “ตั้งแต่เทอมหน้าเป็นต้นไป ฉันจะกลายเป็นสาวสวยหวานเรียบร้อยให้ได้!”

 

                “หา? พูดบ้าอะไรน่ะ?” แพรวเอ่ยอย่างงงงวย

 

                ต้นน้ำยืนขึ้น ขาข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนเก้าอี้ ยกกำปั้นชูขึ้นระดับศีรษะ สายตามุ่งมั่นเพ่งมองออกไปยังท้องฟ้าสีครามสดใสนอกหน้าต่าง

 

                “เฮ้ย...เฮ่ย...เอ่อ...” แพรวพยายามโบกมือไปมาตรงหน้าต้นน้ำ แต่ก็ไม่อาจเรียกสติอันกู่ไม่กลับของเพื่อนสนิทกลับมาจากโลกแห่งความเพ้อเจ้อได้

 

edit @ 15 Nov 2009 23:29:34 by Blue Arrow