The Story of Sun and Moon - Chapter 2 -
posted on 26 Feb 2006 23:51 by bluearrow in The-Story-of-Sun-and-Moonราวกับเวลาจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ภาพในอดีตมากมายหลั่งไหลเข้าสู่สมองของภัทรราวกับกำลังฉายภาพยนตร์...
*
...ทำไมถึงวุ่นวายกันจังนะ....
ภัทรคิดในขณะที่มองไปรอบๆ ห้องเรียน แต่ละคนพากันแนะนำตัวและพูดคุยอย่างสนุกสนาน เพราะวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดภาคเรียน พวกเขาเป็นนักเรียนชั้นม.4 ที่เพิ่งจะเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายแห่งนี้
ตัวภัทรเองนั้นเรียนในโรงเรียนหญิงล้วนมาตั้งแต่สมัยอนุบาลจนถึงมัธยมต้นที่เชียงใหม่ และเอือมระอากับการที่ผู้คนคอยให้ความสนใจในตัวเธอมาตลอด
นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยในโรงเรียนหญิงล้วน ภัทรซึ่งมีรูปร่างสูง หน้าตาดีและเงียบขรึม ย่อมดูเท่ในสายตาเด็กผู้หญิงได้อย่างง่ายดาย และเป็นเช่นนั้นมาตลอดตั้งแต่ภัทรเริ่มสูงเกินหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรเป็นต้นมา
ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะชอบและภูมิใจในการตกเป็นเป้าความสนใจเช่นนี้ แต่ไม่ใช่สำหรับภัทร เธอเบื่อหน่ายกับการที่มีคนมาคอยรุมล้อม เบื่อหน่ายกับการที่มีคนมาคอยเรียกเธอออกไปสารภาพรัก หรือคอยส่งของขวัญและจดหมายให้เธออยู่เนืองๆ
ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่ชอบผู้หญิง ความจริงแล้วภัทรไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ
คนเราจะต้องการอะไรนักหนา แค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เพียงแค่นี้ก็พอแล้วมิใช่หรือ? จะต้องมาคอยยุ่งวุ่นวายกับเรื่องรักใคร่ชอบพอคนอื่นไปทำไมกัน?
ด้วยความเบื่อหน่ายเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ภัทรเลือกเข้ามาเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายที่เป็นโรงเรียนสหศึกษาที่กรุงเทพฯ แห่งนี้ เธอคิดว่าปัญหาเรื่องที่จะมีผู้หญิงมาวุ่นวายชอบเธอนั้นคงจะหมดไปได้
ภัทรนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ได้ไปวุ่นวายทักทายกับเพื่อนคนอื่นๆ ในห้อง ภัทรไม่ชอบความวุ่นวาย คนเราจะหาเพื่อนสักคนไม่ใช่แค่แนะนำตัวหรืออยู่ห้องเดียวกันก็จะสนิทกันได้ง่ายๆ คนเรามันต้องรู้จักกันไปสักพักจึงจะรู้ว่าคนไหนที่จะเป็นเพื่อนของเราได้ ต้องใช้เวลารู้จักกันนานกว่าจะสามารถเล่าเรื่องส่วนตัวหรือปรึกษาปัญหาให้แก่กันได้
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเธอปิดกั้นอะไร เมื่อเพื่อนคนใดเดินเข้ามาพูดคุยแนะนำตัว เธอก็จะยิ้มมุมปากให้เล็กน้อยและแนะนำตัวเองเช่นกัน เพียงแต่เธอไม่คิดจะเข้าไปวุ่นวายกับใครก่อนเท่านั้นเอง
ภัทรจะเข้าชมรมอะไรรึเปล่า? เดียร์ เพื่อนที่นั่งติดกับภัทร และเข้ามาพูดคุยกับภัทรเป็นคนแรก เอ่ยถามขึ้นขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินออกจากตึกเรียนไปด้วยกันเพื่อกลับบ้าน
ไม่ใช่ว่าการที่เข้ามาพูดคุยกับภัทรเป็นคนแรกนั้นทำให้เดียร์กลายเป็นเพื่อนสนิทที่สุดในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมาของภัทร หากแต่เป็นเพราะว่าเดียร์นั้นสามารถเข้าใจในตัวภัทรได้รวดเร็วกว่าใครต่างหาก
เดียร์ไม่เคยคิดว่าอาการนิ่งไม่พูดไม่จา การพยักหน้าแทนคำตอบ หรือคำว่า อือ เพียงคำเดียวของภัทรเป็นเรื่องน่าหงุดหงิด แต่เดียร์รู้ดีว่าไม่ว่าภัทรจะนิ่งเงียบมากสักเพียงใด แต่ไม่มีเลยสักครั้งที่ภัทรจะไม่สนใจฟังในสิ่งที่เธอพูดหรือถามออกไป
ดีกว่าใครหลายคนที่ทำท่าฟังอย่างสนใจเต็มที่ หากแต่ไม่ได้ใส่ใจจริงๆ เลยว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร จ้องแต่จะหาเรื่องเด็ดเพื่อไปเล่าให้คนอื่นฟังต่อเท่านั้นเอง
อืม... ภัทรทำท่าคิด ยังไม่รู้เลย แต่ก็อาจจะเป็นดนตรีล่ะมั้ง เราเล่นกีตาร์ได้
เหรอ ก็ดีนะ แต่เราคงเข้าชมรมวิทยาศาสตร์แหละ เดียร์ตอบ
ความจริงแล้วภัทรเล่นดนตรีให้วงของโรงเรียนมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้นแล้ว และยังเป็นนักร้องนำอีกด้วย ซึ่งนี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอเป็นที่ชื่นชอบมากขึ้นไปอีกในตอนนั้น
ภัทรไม่ได้สนใจกับการที่มีคนมาชื่นชอบมากเท่าไรหรอก เธอแค่อยากทำในสิ่งที่เธอชอบเท่านั้น แค่นี้ทำไมจะต้องวุ่นวายกับตัวเธอกันด้วย
ไปก่อนนะ พ่อมารับแล้ว เดียร์บอกก่อนจะโบกมือลา และวิ่งข้ามสนามไปหาพ่อของเธอที่ยืนรออยู่ข้างรถสีดำคันใหญ่ที่จอดอยู่ในที่จอดรถด้านตรงข้าม
ภัทรยกมือขึ้นแทนคำลา แล้วจึงยกกระเป๋านักเรียนสีดำขึ้นถือพาดบ่าเดินต่อไปเลียบตึกเรียน เวลานี้ผู้คนเหลืออยู่ในโรงเรียนน้อยนัก นั่นเพราะกว่าเธอจะออกมากับเดียร์ได้ก็เกือบหกโมงเย็นแล้ว เพราะทั้งคู่เป็นเวรประจำวันด้วยกัน
เมื่อภัทรเลี้ยวอ้อมมุมตึกมา ลมก็พัดมาวูบหนึ่ง ทำให้ภัทรต้องหรี่ตาและยกมือข้างที่ว่างขึ้นป้องกันฝุ่น ที่ฟุ้งกระจายขึ้นมาเพราะแรงลม และเมื่อเธอลืมตาขึ้น แวบแรกที่ได้เห็นภาพนั้นเธอนึกว่าได้เห็นเทพธิดาเสียอีก
ผมหยักศกสีน้ำตาลที่ยาวสยายไปตามแรงลม ร่างบอบบางในชุดนักเรียนสีขาวที่นั่งย่อตัวลงกำลังลูบหัวลูกสุนัขพันธุ์ทางสีขาวตัวหนึ่งอยู่ รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าและสายตาอันอ่อนโยนที่กำลังมองดูลูกหมาตัวน้อยของเด็กสาวคนนั้น ดูราวกับว่าทำให้โลกทั้งโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ
แวบหนึ่งนั้นภัทรนึกว่าตัวเองเห็นปีกสีขาวสยายกว้างออกมาจากแผ่นหลังบางของผู้หญิงคนนั้นเสียอีก แต่นั่นคงเป็นแค่จินตนาการของภัทรเองเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วมันเป็นเพียงแสงสะท้อนของแสงแดดที่ส่องกระทบกับผิวน้ำของสระน้ำด้านหลังเท่านั้นเอง
น่าสงสารจังเลยเนอะ เสียงหวานใสที่เอ่ยขึ้น ทำให้ภัทรกลับมาหาความเป็นจริงตรงหน้า
หือ...ว่าไงนะ?
ก็หมาตัวนี้ไง น่าสงสารจังเลย สาวสวยหันหน้ามาสบตากับภัทรพร้อมด้วยแววตาเศร้าหมอง แม่ของมันเพิ่งถูกรถชนตายเมื่อวานนี้เอง นี่เพิ่งจะอายุได้เดือนเดียวเองมั้ง
เอ่อ....อือ.... ภัทรไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรกับคนแปลกหน้าเช่นนี้
ไม่มีใครพูดอะไรอีก ภัทรยืนมองดูเด็กสาวให้อาหารเจ้าตัวน้อยอยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้เธอไม่อาจก้าวขาเดินต่อไปข้างหน้าได้
เมื่อเจ้าลูกหมาสีขาวตัวนั้นกินเสร็จ จู่ๆ เธอคนนั้นก็ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นออกจากกระโปรง หยิบกระเป๋านักเรียนที่วางไว้ข้างตัวขึ้น แล้วจึงหันมาส่งยิ้มหวานให้กับภัทรก่อนจะเอ่ย
ไปก่อนนะ
ภัทรไม่พูดอะไร ได้แต่มองเด็กสาวคนนั้นหันหลังเดินออกไป แต่เมื่อเธอเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ภัทรก็ต้องตกใจกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกมา
เดี๋ยวก่อน! ภัทรร้องเรียกก่อนที่จะห้ามตัวเองได้ทัน เอ่อ...เธอชื่ออะไรน่ะ
เด็กสาวร่างผอมบางสมส่วนสะบัดผมพลิ้วยาวหันมายิ้มให้อีกครั้ง
ตะวัน...อยู่ม.4 ห้อง 1 ค่ะ
เมื่อเห็นว่าภัทรไม่ได้พูดอะไร สาวสวยจึงยิ้มและค้อมศีรษะให้นิดหนึ่ง ก่อนจะออกเดินต่อไป
*
ภัทรกับตะวันออกมานั่งอยู่ด้วยกันที่ร้านกาแฟเล็กๆ ร้านหนึ่ง ไม่ไกลจากโรงพยาบาลสัตว์ของคุณหมอภานุมากนัก ทั้งคู่สั่งเครื่องดื่มและขนมกินเล่นมาสองสามอย่าง ส่วนเจ้าแกงส้มภัทรฝากเอาไว้กับคุณหมอภานุ
ยังชอบกาแฟดำเหมือนเดิมเลยนะ ตะวันเอ่ยเสียงใสพร้อมกับรอยยิ้มหวานเช่นเคย เธอเอาข้อศอกวางไว้บนโต๊ะ ใช้สองมือเท้าคาง จ้องมองดูคู่สนทนาที่นั่งอยู่ด้านตรงข้าม
เธอก็ยังกินแต่ลาเต้ใส่น้ำตาลเยอะๆ อยู่เหมือนกันนั่นแหละ ภัทรตอบพลางจิบกาแฟ เธอกอดอกไว้หลวมๆ ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง
กลับมาเมื่อไหร่
จะถามก็ช่วยหันหน้ามามองกันหน่อยได้มั้ยล่ะ?
ภัทรหันหน้ากลับมา แต่สายตาจดจ่อมองถ้วยกาแฟ กลับมาเมื่อไหร่?
สองเดือนแล้ว หญิงสาวตอบก่อนจะดื่มเครื่องดื่มของเธอต่อ นี่...จำวันที่เราสองคนเจอกันครั้งแรกได้มั้ย?
ทำไม?
เมื่อกี้นี้ตอนที่ภัทรเห็นตะวันน่ะ ภัทรทำหน้าเหมือนวันนั้นเลยล่ะ
........... ภัทรได้แต่เงียบให้กับประโยคนั้น
*
ตะวัน จะกลับรึยัง? เน่เพื่อนสนิทของตะวันถามขึ้นหลังจากทั้งคู่ช่วยกันลบกระดานดำเสร็จแล้ว
ยังหรอก ต้องไปดูเจ้าชีโร่หน่อยน่ะ ตะวันตอบพร้อมกับยิ้มหวานให้
เน่หัวเราะในลำคอพลางส่ายหน้าน้อยๆ ตะวันเป็นคนร่าเริงสดใสแบบนี้เอง เธอเป็นคนยิ้มง่าย ไม่ว่าพูดคุยกับใครก็จะยิ้มให้แบบนี้เสมอ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดี หากแต่ว่ามันทำให้ใครต่อใครพากันหลงเสน่ห์ของเธอได้โดยไม่รู้ตัว แต่จะว่าไปตะวันไม่จำเป็นต้องใจดีและมีมนุษย์สัมพันธ์ขนาดนี้ เธอก็เป็นเป้าให้คนสนใจได้ไม่ยาก ด้วยความสวยน่ารักสะดุดตา ทำให้มีคนแย่งกันจีบเธอทันทีที่ย่างเท้าเข้ามาในโรงเรียนแล้ว
นอกจากเรื่องความสวย ฐานะและการเรียนเป็นเลิศ นิสัยดี และมีมนุษย์สัมพันธ์แล้ว ตะวันยังเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจอ่อนโยน รักเด็กและสัตว์โดยเฉพาะสุนัข เธอตั้งชื่อให้กับสุนัขจรจัดในโรงเรียนทุกตัวตั้งแต่เข้ามาเรียนวันแรกแล้ว และไม่นานก็รู้จักคุ้นเคยกับพวกมันดี เพราะคอยไปเล่นและให้อาหารพวกมันอยู่เสมอ
ก่อนหน้าที่จะได้รู้จักกับตะวัน เน่ไม่เคยเชื่อว่าในโลกนี้จะมีคนที่เพอร์เฟ็คไปเสียทุกอย่างอยู่บนโลกนี้ด้วย แต่เมื่อได้เจอกับตะวันเธอก็เปลี่ยนความคิดนั้น ในตอนแรกเน่เคยลองหาว่าตะวันมีข้อเสียตรงไหนบ้าง แต่ยิ่งรู้จักกันมากเข้า นอกจากจะหาข้อเสียไม่เจอแล้วยังมีข้อดีเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก
งั้นเราไปก่อนนะ อย่ากลับบ้านให้มันเย็นนักล่ะ เออ...แต่ไม่เป็นไรหรอก ยังไงรถที่บ้านก็มารับอยู่แล้วนี่ งั้นเราไปล่ะ
เจอกันพรุ่งนี้จ้ะ ตะวันบอกก่อนจะหันไปหยิบกระเป๋าของเธอ และถุงใส่อาหารสำหรับพวกตัวน้อยที่รอเธออยู่ข้างล่าง
หลังจากจัดการให้อาหารกับสุนัขส่วนใหญ่ในโรงเรียนแล้ว ตะวันเดินไปยังตึกเรียนด้านหน้าซึ่งเป็นตึกเรียนของรุ่นพี่ม.5 และ ม.6 ที่นั่นมีโต๊ะม้าหินสีขาวสะอาดที่ซึ่งเจ้าชีโร่ใช้เป็นที่พักพิงหลับนอนอยู่ ก่อนหน้านี้มันอยู่กับแม่และพี่ๆน้องๆ ที่เพิ่งลืมตามาดูโลกกันได้ไม่นาน แต่เมื่อวานนี้ทั้งแม่และพี่น้องของมันกลับโดนรถยนต์ของผู้ปกครองที่มารับเด็กในโรงเรียนชนเอา มีแต่เจ้าชีโร่เท่านั้นที่รอดมาได้
ตะวันรู้สึกเจ็บปวดที่ไม่สามารถช่วยเหลือลูกหมาได้มากกว่านี้ จะเอาผิดอะไรกับคนที่ชนก็ไม่ได้ เพราะพวกมันไม่ใช่สุนัขของเธอ ใครๆ ก็มองเป็นแค่สุนัขจรจัดที่โดนรถชนตายก็เท่านั้นเอง ที่พอจะทำได้ตะวันแค่ขอให้คนขับรถของเธอขุดหลุมฝังพวกมันเอาไว้ใกล้ๆ โต๊ะม้าหินตัวนี้ที่อยู่ใต้ต้นชมพูพันธ์ทิพย์ ที่ๆ พวกมันชอบไปนอนพักพิงร่มเงาอยู่นั่นเอง
เหลือก็แต่เจ้าชีโร่ตัวนี้ที่ต้องเผชิญชะตาชีวิตต่อไป เธอตั้งชื่อมันว่าชีโร่ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าสีขาว นั่นเพราะมันเป็นตัวเดียวที่มีสีขาวทั้งตัวในจำนวนพี่น้องที่เป็นสีดำสนิททั้งหมด
ตะวันคิดจะเอาเจ้าชีโร่ไปเลี้ยงที่บ้าน แต่พ่อแม่ของเธอต้องไม่ยอมแน่ จริงๆ แล้วไม่ว่าสัตว์อะไรก็คงจะนำไปเลี้ยงที่บ้านไม่ได้ นั่นเพราะคุณแม่ของเธอเป็นโรคแพ้ขนสัตว์อย่างรุนแรง แค่เวลาเธอติดขนสัตว์จากที่โรงเรียนไป คุณแม่ก็จามไม่หยุดเป็นชั่วโมงแล้ว ดังนั้นก่อนจะกลับบ้านแต่ละที เธอต้องทำความสะอาดจนแน่ใจว่าไม่มีขนสัตว์ติดเสื้อผ้าแล้วจึงจะเข้าบ้านได้
ทำไมกันนะ ทั้งๆ ที่เธอก็รักสัตว์ขนาดนี้ เหมือนฟ้าดินกลั่นแกล้งเลย เธอคงไม่มีโอกาสได้เลี้ยงสุนัขไปตลอดชีวิตแน่
ทันทีที่เจ้าลูกหมาตัวน้อยเห็นตะวัน มันก็วิ่งกระดิกหางอย่างดีใจตรงเข้ามาหาทันที เจ้าชีโร่ไม่กล้าไปรวมกลุ่มกับสุนัขตัวอื่นๆ ในโรงเรียน มันยังคงหวาดกลัวเสียงรถยนต์และหมาตัวอื่น วันทั้งวันมันจึงได้แต่อยู่ที่ตรงนี้ จะมีก็แต่ตะวันเท่านั้นที่มันรักมากราวกับเป็นเจ้านายของมัน เธอจะคอยมาให้อาหารและเล่นกับมันอยู่เสมอตั้งแต่ตอนที่แม่และพี่น้องของมันยังอยู่
เป็นไงบ้าง เอ้า! กินซะนะ ตะวันบอกกับลูกหมาสีขาว พลางแกะถุงใส่อาหารให้มัน และลูบหัวมันเบาๆ อย่างรักใคร่
ในตอนนั้นเอง มีลมพัดมาวูบหนึ่ง เธอรู้สึกว่ามีใครคนหนึ่งยืนมองเธออยู่ เธอเหลือบไปมองด้วยหางตาเล็กน้อยโดยไม่ได้ลุกหรือเงยหน้าขึ้น แม้จะไม่ได้เห็นหน้าชัดๆ แต่คงเป็นนักเรียนหญิงคนหนึ่งนั่นเอง
น่าสงสารจังเลยเนอะ ตะวันเอ่ยขึ้น
เกิดความเงียบขึ้นสองสามวินาทีก่อนที่ใครคนนั้นจะตอบกลับมาด้วยเสียงที่เบาเหมือนพึมพำอยู่ในลำคอ หือ...ว่าไงนะ?
ก็หมาตัวนี้ไง น่าสงสารจังเลย ตะวันพูดอีกครั้งพร้อมกับหันหน้าไปมองคนๆ นั้น แม่ของมันเพิ่งถูกรถชนตายเมื่อวานนี้เอง นี่คงยังอายุได้เดือนเดียวเองมั้ง
เอ่อ....อือ....
หญิงสาวผมสั้นคนนั้น มีกระเป๋านักเรียนสีดำพาดอยู่บนบ่า ร่างผอมสูง ผมยุ่งๆ บนหัวที่เกิดจากการเสยผมบ่อยครั้งแต่กลับดูเข้ากันกับใบหน้าของเธอเป็นอย่างดี ดวงตาสีดำจ้องมองมาที่เธอและเจ้าชีโร่ โดยตะวันเองก็บอกไม่ได้ว่าสายตาที่มองมานั้นมีความหมายอะไร สายตานั้นจ้องมองตรงมาเฉยๆ ไม่ได้มองอย่างคุกคาม แต่ก็ไม่ได้มองมาอย่างเป็นมิตร มันอาจจะเป็นแค่ความแปลกใจ แต่ก็ยากนักที่จะบอกได้ว่าคนๆ นั้นคิดอะไรอยู่ แต่แค่เรื่องลูกหมาน่าสงสารตัวหนึ่งคงไม่ทำให้คนที่ดูเย็นชาแบบนั้นสนใจได้หรอก อีกเดี๋ยวก็คงจะเดินผ่านเธอและเจ้าหมาน้อยไปเหมือนคนอื่นๆ นั่นแหละ
แต่คนๆ นั้นยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น เนิ่นนานจนเจ้าชีโร่จัดการกับอาหารตรงหน้าเสร็จ ตะวันจึงลุกขึ้นยืน ป่านนี้คนขับรถคงจะมารอรับแล้วสินะ
ไปก่อนนะ ตะวันหันไปยิ้มให้กับคนแปลกหน้าอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
เธอเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงทุ้มนุ่มๆ ก็ร้องเรียกขึ้น
เดี๋ยวก่อน! เอ่อ...เธอชื่ออะไรน่ะ
ตะวันหันกลับไปยิ้มให้ก่อนตอบ ตะวัน...อยู่ม.4 ห้อง 1 ค่ะ
คนๆ นั้นยังคงยืนนิ่งจ้องมองมาอย่างคาดเดาความรู้สึกไม่ได้ แต่ก็ไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาอีก ตะวันจึงส่งยิ้มเป็นการลาอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปหาคนขับรถที่จอดรถรอเธออยู่ด้านหน้าโรงเรียน
edit @ 2007/01/05 17:15:38
ก็นี่มันบล็อกวายนี่เนาะ
#1 By @bink@ on 2007-07-28 21:09