The Story of Sun and Moon - Chapter 4 -
posted on 27 Feb 2006 00:28 by bluearrow in The-Story-of-Sun-and-Moonเอ...ว่าแต่ว่าหลังจากวันที่เจอกันครั้งแรกแล้ว ภัทรพูดกับเราอีกทีตอนไหนนะ
เงียบกันไปครู่หนึ่ง ตะวันนั่งทำท่านึกพลางหมุนหลอดกาแฟไปมา
....งานกีฬาสีมั้ง... เสียงเรียบๆ ของภัทรเอ่ยขึ้น สายตายังคงมองทอดออกไปแสนไกล
อ๋อ! ใช่จริงๆ ด้วย ตะวันแปลกใจเหมือนกันนะที่เห็นภัทรอยู่ตรงนั้นน่ะ
อือ.... ภัทรครางตอบด้วยน้ำเสียงเบื่อๆ
*
เทอมแรกผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยที่แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนักสำหรับภัทร เธอไม่ค่อยได้สนใจกิจกรรมอื่นใดนอกเหนือจากการซ้อมดนตรีกับวงหญิงล้วนที่ตั้งกันขึ้นมาร่วมกับเพื่อนๆ ในชมรมดนตรีนั่นเอง โดยจะอยู่ซ้อมในช่วงเย็นหลังเลิกเรียนเป็นบางวัน ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ภัทรได้ปลดปล่อยความเบื่อหน่ายจากความซ้ำซากจำเจในการเรียนแต่ละวัน
เมื่อเทอมสองมาถึงก็เป็นเวลาเดียวกับที่กิจกรรมที่วุ่นวายที่สุดในโรงเรียนกำลังจะเริ่มต้นขึ้น นั่นคือการแข่งขันกีฬาสีนั่นเอง
ตามปกติแล้วนักเรียนชั้นม.4 จะต้องถูกรุ่นพี่เกณฑ์ให้ไปเป็นกองเชียร์ และแน่นอนว่าภัทรย่อมอยากจะหลีกเลี่ยงหน้าที่นี้มากที่สุด นั่นเพราะว่าการเป็นกองเชียร์หมายถึงต้องคอยทำตามคำสั่งอันน่าเบื่อหน่ายของรุ่นพี่ และต้องนั่งรวมกลุ่มอยู่กับคนจำนวนมากๆ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ภัทรพึงปรารถนาเลยแม้แต่น้อย
ภัทรคิดทบทวนอย่างรวดเร็วในระหว่างที่เข้าร่วมประชุมสีในครั้งแรก ซึ่งนักเรียนทั้งห้องจะได้อยู่ในสีเดียวกัน โดยห้องของภัทรนั้นได้อยู่สีฟ้า เธอคิดใคร่ครวญดูแล้วว่าหากจะหลีกเลี่ยงการเป็นกองเชียร์ หนทางที่ง่ายที่สุดคือเข้าแข่งขันกีฬาอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ภัทรสนใจเช่นกัน
ไม่ใช่ว่าเธอไม่มีความสามารถทางด้านกีฬา ความจริงแล้วเมื่ออยู่ในชั่วโมงพลศึกษาเธอก็เล่นกีฬาแทบทุกประเภทได้ดีพอควร แต่การจะให้มาเป็นนักกีฬานั้นต้องเหน็ดเหนื่อยและเสียเวลากับการซ้อมหนักหนาเอาการ ซึ่งไม่ใช่นิสัยของเธอที่จะไปทำอะไรที่เข้มงวดแบบนั้นได้
ความจริงแล้วเธอยังมีภาระหน้าที่อีกอย่างหนึ่งหลังจากงานกีฬาสีจบลง แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาใช้เป็นข้ออ้างในเรื่องนี้ได้
เมื่อพิจารณาดูแล้วเธอจึงหาทางออกโดยการรีบอาสากับรุ่นพี่ขอเป็นคนตีกลองเชียร์แทน ซึ่งดูจะเป็นทางออกที่เข้าท่าที่สุด ถึงจะต้องอยู่ซ้อมทุกเย็นแต่เธอก็ไม่จำเป็นต้องสนใจใครมาก แค่ตีกลองไปตามจังหวะเพลงเท่านั้นเอง ไม่ต้องนั่งเบียดเสียดตะโกนร้องเพลงกับคนอื่นๆ และไม่มีใครมาออกคำสั่งกับเธอมากนักด้วย
การที่ภัทรเสนอตัวขึ้นมาเองนั้นนับเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดจนรุ่นพี่ยอมตกลงอย่างง่ายดาย แม้ว่าจะมีมือกลองที่เคยตีเมื่อปีที่ก่อนอยู่แล้วก็ตาม นั่นเป็นเพราะว่ามีคำเล่าลือกันอย่างเงียบๆ ในหมู่รุ่นพี่อยู่แล้วว่า น้องใหม่หน้าตาสวยเข้มดูโดดเด่นแต่ก็น่ากลัวคนนี้ ไม่ชอบสุงสิงพูดจากับใคร ถึงแม้ใครๆ จะคอยแอบชำเลืองมองตามเมื่อเธอเดินผ่านอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ต้องหลบสายตาวูบทุกครั้งที่ใบหน้าคมคายนั้นหันมา
นี่เป็นความดังแบบเงียบๆ ของภัทรที่เธอยังไม่รู้ตัว นั่นคือทุกคนเห็นตรงกันในใจว่าเธอมีเสน่ห์อย่างแปลกประหลาด แต่ไม่มีใครกล้าพูดสิ่งที่คิดออกมา ต่างคนต่างรู้สึกว่ามองจากที่ไกลๆ แบบนี้ดูจะปลอดภัยดีที่สุดแล้ว
ดังนั้นภัทรจึงต้องอยู่ซ้อมเชียร์ในตอนเย็นเกือบทุกวัน การที่รับหน้าที่ตีกลองก็ดีไปอย่างตรงที่เมื่อรู้สึกเบื่อก็สามารถมองดูผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมารอบๆ ได้โดยไม่ต้องสนใจการซ้อมตรงหน้ามากนัก ขอแค่ตีให้ถูกจังหวะเป็นพอ
ภัทรได้เห็นความวุ่นวายที่เธอคาดเดาเอาไว้อยู่แล้ว งานกีฬาสีโรงเรียนไหนๆ ก็เป็นแบบนี้ นักกีฬาก็ซ้อมกันอยู่ในสนามส่วนต่างๆ ของโรงเรียน ฝ่ายสวัสดิการก็คอยหิ้วข้าวของเดินไปเดินมากันให้วุ่น ฝ่ายกิจกรรมก็ง่วนกับการเตรียมพื้นที่และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ ส่วนพวกฝ่ายเชียร์ก็ตะโกนร้องเพลงเดิมๆ ที่ใช้กันมาเป็นสิบปีกันไปทุกวี่วัน
พูดถึงฝ่ายเชียร์ก็....ยังขาดไปอีกอย่างสินะ
ภัทรมองไปยังสนามฝั่งตรงข้าม ที่ซึ่งกองเชียร์สีชมพูกำลังซ้อมกันอยู่ พวกห้องหนึ่งอยู่สีชมพูกันหมด
เธอกวาดตามองไปรอบๆ อย่างช้าๆ พลันก็รู้สึกตัวเองว่านี่เธอกำลังคาดหวังว่าจะเห็นใครหรือ?
ภาพสาวสวยราวกับเทพธิดาที่กำลังลูบหัวสุนัขตัวน้อยสีขาวแวบเข้ามาในสมองของภัทรอีกครั้ง
ขณะที่กำลังสลัดความคิดไร้สาระนี้ออกไป เทพธิดาที่ว่านั่นก็เดินอ้อมมุมตึกมาหยุดยืนอยู่ที่หน้ากองเชียร์ฝั่งตรงข้ามพอดีพร้อมกับเด็กสาวอีกหลายคน
ก็แน่ล่ะที่คนสวยแบบนั้นจะได้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ แทบไม่ต้องเสียเวลาคิดก็น่าจะรู้อยู่แล้ว
หญิงสาวกลุ่มนั้นหันหน้าเข้าหากองเชียร์สีชมพู ดังนั้นภัทรจึงเห็นเพียงด้านหลังของพวกเธอเท่านั้น สาวสวยนามว่าตะวันซึ่งมีผมสีน้ำตาลเข้มหยักศกยาวถึงกลางหลังแต่ในขณะนี้ได้มัดรวบไว้อย่างง่ายๆ ยืนอยู่แถวหน้าสุดตรงกลางของกลุ่ม
ไม่เลวเลยนะทั้งๆ ที่เป็นรุ่นน้องเข้าใหม่แท้ๆ แต่เด่นกว่ารุ่นพี่ทั้งหลายได้ขนาดนั้น
ภัทรเหลือบตามองไปทางฝั่งตรงข้ามเป็นครั้งคราว และเมื่อมองหลายครั้งเข้าก็รู้สึกตัวว่าไม่ได้มีอะไรน่าสนใจตรงไหนเลย เพราะก็เป็นท่าเต้นที่เห็นมาบ่อยครั้งในงานกีฬาสีจนชินตา เธอจึงเลิกสนใจและหันมาดูกองเชียร์ของเธอและตีกลองน่าเบื่อนั่นต่อไป
หลังจากนั้นแม้ว่าภัทรจะได้เห็นตะวันซ้อมเต้นหรือเดินผ่านไปผ่านมาบ้างในบางครั้ง แต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไรมากอีก งานกีฬาสีก็ยังคงมีแต่เรื่องเดิมๆ น่าเบื่อแบบที่ได้พบเห็นอยู่ทุกปีนั่นเอง
วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้ามากสำหรับภัทร เพราะความซ้ำซากน่าเบื่อทำให้รู้สึกว่ามันใช้เวลายาวนานกว่าปกติถึงสิบเท่า แต่ในที่สุดงานกีฬาสีในวันสุดท้ายก็มาถึง วันนี้มีทั้งการประกวดกองเชียร์และการแข่งขันกีฬานัดชิงชนะเลิศประเภทต่างๆ บรรยากาศในโรงเรียนจึงครึกครื้นเป็นพิเศษ จะมีก็แต่ภัทรเพียงคนเดียวกระมังที่ไม่ได้ครื้นเครงมากขึ้นตามคนอื่นแต่อย่างใดว่ากันตามจริงแล้วเธอก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรมาตั้งแต่ต้นแล้ว
เมื่อการประกวดกองเชียร์มาถึง สีฟ้าของภัทรต้องเริ่มการแสดงเป็นสีแรก สำหรับภัทรแล้วก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นมากไปกว่าการซ้อมเชียร์อีกรอบหนึ่ง เชียร์ลีดเดอร์ของสีฟ้านั้นก็ไม่ได้ดูแตกต่างจากตอนที่มาซ้อมด้วยกันเป็นบางครั้งนั่นสักเท่าไร ที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรดึงดูดให้ภัทรสนใจจะมองดูด้วยซ้ำไป
ทันทีที่การแสดงของสีตัวเองจบลงภัทรก็รีบชิ่งออกมาทันที นั่นเพราะแสงแดดที่ร้อนเกินทนทำให้เธอไม่เห็นประโยชน์ที่จะนั่งรอดูสีอื่นๆ ประกวดอยู่ตรงนั้นอีก เธอจึงเลี่ยงไปนั่งเงียบๆ คนเดียวที่โต๊ะม้าหินใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ต้นใหญ่ต้นเดียวของโรงเรียนซึ่งไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้น เพราะทุกคนมัวแต่ไปสนใจกองเชียร์และเชียร์ลีดเดอร์ที่กำลังประกวดกันอยู่ ภัทรมองดูการแสดงของสีอื่นๆ ด้วยสายตาเบื่อหน่ายตามปกติของเธอ
การประกวดกองเชียร์มาถึงสีสุดท้ายคือสีชมพู ภัทรมองดูเรื่อยๆ โดยคาดว่าก็คงไม่ต่างจากการแสดงของสีก่อนๆ สักเท่าไร
แต่เมื่อเหล่าเด็กสาวในชุดสีชมพูสลับขาวที่ดูพริ้วไหวเป็นประกายนั่นเดินออกมา ภัทรก็พบว่าใครคนหนึ่งทำให้กองเชียร์ที่น่าเบื่อนี้ดูสดใสขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ทั้งที่ใครๆ ต่างก็รู้กันอยู่แล้วว่าตะวันสวยน่ารักขนาดไหน แต่เมื่อแต่งตัวแบบนี้เธอกลับสามารถสวยงามน่ารักมากขึ้นได้อีกอย่างเหลือเชื่อ ขนาดคนที่ไม่มีทางตกใจเมื่อไฟไหม้บ้านอย่างภัทรเห็นยังต้องจ้องมองค้างอยู่อย่างนั้นหลายวินาที
ความรู้สึกแบบนี้คล้ายกับวันแรกที่ได้เจอตะวันที่นี่นั่นเอง
ตอนนั้นเองเสียงเห่าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากแถวๆ เท้าของภัทร เธอก้มลงมองและพบกับเจ้าลูกสุนัขสีขาวที่มีใบหูตั้งข้างหนึ่งและหูพับลงข้างหนึ่ง ตอนนี้มันตัวโตมากขึ้นแล้ว เจ้าลูกหมาเงยหน้าขึ้นเห่าภัทรอีกทีหนึ่ง แล้วจึงหันมองตรงไปที่กองเชียร์สีชมพูและเห่าอีกหลายครั้งพร้อมกับกระดิกหางด้วยความดีใจ
นี่แกก็จะชมว่าตะวันเขาน่ารักกว่าเดิมเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ ภัทรพูดกับลูกสุนัขเบาๆ พลางเอื้อมมือไปลูบหัวมัน
เจ้าลูกหมาสีขาวหันมาเห่าอีกโฮ่งหนึ่งแทนคำตอบ
เอ้า! ขึ้นมาจะได้ดูชัดๆ ภัทรพูดกับหมาน้อยพร้อมกับอุ้มมันขึ้นมานั่งบนตัก
ทั้งสองคน(?)นั่งมองดูการแสดงของสีชมพูอยู่นิ่งๆ ด้วยกันจนกระทั่งการแสดงจบลง ภัทรก้มลงมายิ้มให้เจ้าลูกหมา ส่วนมันก็เห่าตอบให้ทีหนึ่ง
เป็นไงล่ะ ชอบมั้ย? ภัทรถามลูกหมา แน่นอนว่าถ้ามันตอบก็คงจะน่ากลัวพิลึก ดังนั้นมันจึงเห่าให้แทนคำตอบและเริ่มเอาหัวซุกไซ้กับมือของภัทร ดูน่าเอ็นดูจนภัทรเอามือเกาพุงให้มันเบาๆ ท่าทางมันยิ่งชอบใจเอามากๆ
ทำไมเหรอ? คิดถึงเจ้าของแกล่ะสิ เจ้าหมาน้อยยิ่งเอาหัวถูกับมือของภัทรหนักขึ้นอีก ช่วงงานกีฬาสีก็แบบนี้แหละ เขาคงไม่ค่อยได้มาดูแลแกล่ะสิใช่มั้ย?
ใครบอกล่ะ ตะวันมาทุกวันนั่นแหละ เสียงหวานเอ่ยขึ้นด้านหลัง เจ้าหมาน้อยดีใจกระโดดลงจากตักภัทรทันที
ภัทรหันไปมองด้านหลัง ตะวันในชุดเชียร์สีชมพูยิ่งดูดีมากกว่ามองจากที่ไกลๆ เสียอีก เธอก้มลงอุ้มเจ้าหมาน้อยขึ้นมา ภัทรรู้สึกแปลกใจนิดหน่อยที่ตะวันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร แต่เมื่อคิดได้ว่าเธอมาจากด้านหลัง ถ้าอย่างนั้นก็คงเดินมาตามระเบียงทางเดินในตึกเป็นแน่ ตัวเธอที่นั่งหันหน้าไปทางสนามคงจะไม่ทันเห็นอยู่แล้ว
ภัทรไม่ได้พูดอะไร เธอแค่มองสาวสวยและเจ้าหมาสีขาวนั่นหยอกล้อเล่นกันนิ่งๆ อยู่เช่นนั้น
ขอบคุณนะที่ช่วยดูเจ้าชีโร่ให้ ตะวันก็กลัวอยู่ว่ามันจะวิ่งไปหาตอนกำลังประกวดกองเชียร์พอดี เพราะตอนซ้อมมันยังชอบมาป่วนอยู่เรื่อยเลย ลูกหมาน้อยเริ่มเลียหน้าเลียตาที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างสวยงามนั่น จนสาวสวยต้องหัวเราะคิกคักและหันหน้าหนีบ้างเพื่อไม่ให้เลอะเทอะไปมากกว่านั้น
ก็ไม่ได้ทำอะไรนี่ ภัทรตอบเรียบๆ แค่นั่งดูอยู่ด้วยกันเท่านั้นแหละ พูดจบก็หันหน้ากลับไปมองที่สนามอีกครั้งซึ่งกำลังจะมีพิธีมอบเหรียญแบดมินตันอยู่
ภัทรรู้สึกว่ามีคนมานั่งลงข้างๆ เมื่อหันหน้าไปก็พบตะวันซึ่งยังคงอุ้มเจ้าชีโร่อยู่นั้นนั่งลงบนม้าหินตัวเดียวกับภัทรและมองออกไปที่สนามเช่นกัน มีรอยยิ้มระบายอยู่เต็มใบหน้าของเธอดังเช่นที่เป็นอยู่ตามปกติ
ดูแล้วเป็นไงบ้างล่ะ? ตะวันพอใช้ได้มั้ย? สาวสวยหันมาเอ่ยถามเสียงใส
นานๆ ทีจะมีคนกล้าถามความเห็นเรื่องต่างๆ กับภัทรสักครั้งหนึ่ง ส่วนใหญ่มักจะกลัวเมื่อเห็นสายตาของเธอก่อนที่จะเอ่ยปากถามอะไรเสียอีก ดังนั้นเธอจึงหันไปเลิกคิ้วอย่างแปลกใจให้กับหญิงสาวนิดหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองที่สนามอีกครั้ง
ก็....คงใช้ได้มั้ง ภัทรตอบพลางเริ่มเอนตัวลงพิงโต๊ะ สองมือยกขึ้นหนุนศีรษะเอาไว้
ดีจังเลย! ขอบใจนะ เธอพูดด้วยสีหน้าท่าทางดีอกดีใจ ก่อนจะลุกขึ้นและวางเจ้าหมาน้อยลงบนม้านั่ง อ๊ะ! ตะวันไปก่อนดีกว่า เดี๋ยวต้องไปเปลี่ยนชุดอีกฝากเจ้าชีโร่ด้วยนะ แล้วเจอกัน! ประโยคหลังเธอพูดให้กับทั้งหมาและคนที่นั่งอยู่พร้อมกับโบกมืออย่างร่าเริง แล้วจึงกึ่งเดินกึ่งวิ่งจากไป
เจ้านายแกเนี่ยเขาดีใจกับเรื่องแค่นี้ได้ด้วยเหรอ? แปลกคนจริงๆ ภัทรหันไปยิ้มและพูดกับเจ้าหมาน้อยที่ส่งเสียงครางตอบสั้นๆ โดยไม่รู้ว่านั่นเป็นการเห็นด้วยกับสิ่งที่ภัทรพูด หรือว่าจะค้านที่ภัทรว่าคนที่มันรักที่สุดกันแน่
*
เวลาภัทรพูดแต่ละทีนี่นับคำได้เลยนะ ตะวันหัวเราะคิกคักจนภัทรต้องเหลือบตามามองอย่างรำคาญใจ
บางทีเธอก็พูดมากจนน่ารำคาญเหมือนกันแหละ สายตายังคงจับจ้องอยู่ด้านนอกราวกับมีอะไรน่าสนใจอยู่ที่นั่น
เงียบกันไปอีกครู่หนึ่ง
แต่ก็แปลกเนอะ เวลาร้องเพลงภัทรกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยนะ อ๊ะ! แหม...เดี๋ยวนี้เป็นนักร้องดังใหญ่แล้วนี่ ตะวันอยู่ที่โน่นยังได้ยินข่าวเลย เพื่อนคนไทยที่โน่นก็มีเป็นแฟนคลับของภัทรด้วยน้า หญิงสาวเอ่ยล้อเลียน
เหอะๆ ภัทรส่งเสียงต่ำๆ ในลำคออย่างประชดประชันให้พลางหันมาหรี่ตามอง
ตะวันยังจำได้ตอนที่เห็นภัทรร้องเพลงบนเวทีครั้งแรกยังคิดเลยนะว่า คนอะไรเนี่ยเท่ชะมัดเลย
หึ! เจ้าของเพลงฮิตติดอันดับหนึ่งหกเดือนติดต่อกันส่งเสียงอย่างไม่ใส่ใจคำชมของอีกฝ่าย ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองด้านนอกอีกครั้ง
*
เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ เผลอแป๊บเดียวงานกีฬาสีที่รอคอยก็มาถึงแล้ว
ตะวันชอบงานกีฬาสีมาก นั่นเพราะว่าทุกคนจะได้สนุกสนานอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะรุ่นพี่รุ่นน้องต่างก็ทุ่มเทเต็มที่กับสิ่งที่ตัวเองทำ ดูมีชีวิตชีวาแบบที่ชีวิตวัยรุ่นควรจะเป็น
จะมีก็แต่คนๆ นั้นกระมัง ที่ไม่ว่าใครเขาจะกระตือรือร้นแค่ไหนก็ยังคงทำหน้าตายแบบนั้นได้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ครั้งแรกที่ตะวันเดินผ่านไปเห็นสีฟ้าซ้อมเชียร์ เธอต้องแปลกใจที่พบว่าภัทรกำลังตีกลองเชียร์ให้กับสีฟ้าอยู่
คนแบบนั้นก็ร่วมกิจกรรมกับชาวบ้านเขาเป็นเหมือนกันแฮะ...
แต่อีกหลายครั้งที่ตะวันได้เดินผ่านไปเห็นภัทรอีกนั้น เธอก็พบว่าเจ้าตัวดูไม่ได้แตกต่างจากเดิมตรงไหนเลย เพราะถึงมือจะตีกลองแต่สีหน้ายังคงเรียบเฉยเหมือนเดิมไม่มีผิด อย่างมากก็แค่ยิ้มมุมปากเล็กน้อยให้รุ่นพี่ที่มาพูดอธิบายอะไรบางอย่างเท่านั้นเอง
วันสุดท้ายของงานกีฬาสีมาถึงอย่างรวดเร็วอย่างที่ใครๆ มักจะพูดกันว่า ช่วงเวลาดีๆ ที่สนุกสนานมักจะผ่านไปเร็วกว่าปกติเสมอ วันนี้มีการประกวดกองเชียร์ที่เธอสู้อุตส่าห์ตั้งใจซ้อมมาอย่างเต็มที่
ตะวันตั้งใจทำหน้าที่ของเธออย่างดีที่สุด ซึ่งเรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมและคณะกรรมการได้มากทีเดียว ตะวันก็หวังว่าสีของเธอคงจะมีโอกาสชนะการประกวดอยู่บ้างล่ะ แต่นั่นก็ไม่สำคัญนักหรอก แค่ได้เห็นทุกคนทุ่มเทกับสิ่งที่ทำก็ทำให้เธอรู้สึกสนุกกับงานกีฬาสีในครั้งนี้แล้ว
ทันทีที่การแสดงจบลงเธอก็รีบวิ่งไปหาคนที่เธอคิดถึงมากที่สุด....เจ้าชีโร่นั่นเอง
และเธอก็ต้องแปลกใจที่ใครคนหนึ่งกำลังอุ้มเจ้าชีโร่อยู่อยู่บนตัก แถมกำลังนินทาเธออยู่อีกต่างหาก
....ช่วงงานกีฬาสีก็แบบนี้แหละ เขาคงไม่ค่อยได้มาดูแลเราล่ะสิใช่มั้ย?
ใครบอกล่ะ ตะวันมาทุกวันนั่นแหละ ตะวันแย้งขึ้นก่อนจะก้มลงอุ้มเจ้าชีโร่ที่วิ่งอย่างดีใจมาหาเธอ
สาวร่างสูงผู้แสนจะเย็นชาคนนั้นเอง ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยพูดค่อยจากับใครแท้ๆ แต่กลับมานินทาถึงคนอื่นให้หมาฟังเนี่ยนะ ตลกดีจริงๆ
นั่นยังไง...พอคนพูดด้วยก็เงียบไปอีกแล้ว
ขอบคุณนะที่ช่วยดูเจ้าชีโร่ให้ ตะวันก็กลัวอยู่ว่ามันจะวิ่งไปหาตอนกำลังประกวดกองเชียร์พอดี เพราะตอนซ้อมมันยังชอบมาป่วนอยู่เรื่อยเลย เธอลองชวนคุยดู อยากรู้ว่าจะพูดกับเธอบ้างไหม
ก็ไม่ได้ทำอะไรนี่....แค่นั่งดูอยู่ด้วยกันเท่านั้นแหละ
คนอะไรก็ไม่รู้ พูดก็ไม่ค่อยมองตา แถมพูดจบปุ๊บก็หันหน้าหนีปั๊บ เบื่อผู้คนมากขนาดนั้นเลยหรืออย่างไรกัน
ตะวันจึงเดินไปนั่งลงข้างๆ ดูซิว่าจะเดินหนีไปอีกไหม
ดูแล้วเป็นไงบ้างล่ะ? ตะวันพอใช้ได้มั้ย? ตะวันลองเอ่ยถาม
สาวผู้มีสีหน้าเฉยเมยอยู่ตลอดเวลานั้นหันมาขมวดคิ้วให้เล็กน้อย ก่อนจะทำท่าเหมือนไม่ค่อยใส่ใจและพูดตอบ ก็....คงใช้ได้มั้ง
ทั้งที่เป็นเพียงคำพูดสั้นๆ เรียบๆ และแทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นคำชม แต่เมื่อออกมาจากปากคนพูดน้อยเช่นนี้แล้ว มันกลับทำให้ตะวันรู้สึกยินดีอย่างประหลาด
ดีจังเลย! ขอบใจนะ อ๊ะ! ตะวันไปก่อนดีกว่า เดี๋ยวต้องไปเปลี่ยนชุดอีกฝากเจ้าชีโร่ด้วยนะ แล้วเจอกัน! เธอบอกลาแล้วรีบตรงไปยังกองเชียร์ของเธออีกครั้ง
ไม่ใช่คนเลวร้ายเท่าไรจริงๆ ด้วยนะ.....ตะวันคิดในใจพลางยิ้มกว้างให้กับตัวเอง
งานกีฬาสีจบลงในที่สุด และแล้วช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ช่วงเวลาที่อาจารย์จะอนุญาตให้สนุกสนานและปลดปล่อยกันได้เต็มที่โดยไม่เกินขอบเขตอะไรและยังอยู่ในสายตาของอาจารย์อีกด้วย
นั่นก็คือคอนเสิร์ตเล็กๆ จากชมรมดนตรีที่จะมาทำให้เด็กในโรงเรียนได้สนุกสนานกัน หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับกิจกรรมและการแข่งกีฬามายาวนานนับเดือน
ตะวันเองก็รอคอยช่วงเวลานี้เหมือนเช่นคนอื่นๆ เธอและเพื่อนกลุ่มใหญ่เดินไปหาที่ยืนดูอยู่แถวกลางๆ กลุ่มคนค่อนมาทางด้านซ้ายของหอประชุมซึ่งใช้เป็นที่จัดคอนเสิร์ตเล็กๆ นี้ เครื่องดนตรีหลากหลายชิ้นถูกจัดวางเตรียมพร้อมอยู่บนเวที
ไม่นานนักวงดนตรีของรุ่นพี่ม.6 ก็เริ่มต้นเล่นขึ้นด้วยเพลงวัยรุ่นมันๆ โดนใจกันไปถ้วนหน้า ไม่นานนักตะวันก็ได้เห็นภาพคนทั้งหอประชุมกระโดดขึ้นๆ ลงๆ กันอย่างสนุกสนานเต็มที่ จนตะวันพลอยสนุกสนานไปด้วย แม้ว่าจะไม่ถึงกับกระโดดโลดเต้นจนหอบแบบนั้น
เมื่อเล่นเพลงที่เก้าจบลง วงดนตรีของรุ่นพี่ก็แนะนำวงหญิงล้วนที่จะขึ้นมาเล่นวงต่อไป ตะวันเองก็มองดูบนเวทีเหมือนคนอื่นๆ รอคอยวงใหม่ที่กำลังจะขึ้นเล่น
และแล้วตะวันก็ต้องอุทานเบาๆ ด้วยประหลาดใจเมื่อเห็นคนที่เดินขึ้นเวทีมาพร้อมกับกีตาร์ไฟฟ้าสีน้ำเงินในมือ และเดินมาหยุดยืนอยู่หลังขาตั้งไมค์ตัวหน้าเวทีที่สุด
ภัทรนั่นเอง!
คนในหอประชุมพากันเงียบกริบพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเคยได้ยินกิตติศัพท์ของภัทรกันมาบ้าง อีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะท่าทีเย็นชาที่แผ่รังสีออกมาจากตัวของภัทรทันทีที่ก้าวเท้าขึ้นบนเวที
ตะวันมองตรงไปที่ภัทร เห็นเธอเงยหน้าขึ้นกวาดตามองไปรอบๆ หอประชุมอย่างช้าๆ ด้วยสายตาแข็งกร้าวตามปกติของเธอ ทั่วทั้งหอประชุมยังคงเงียบกริบอยู่
แล้วสายตาของผู้หญิงร่างสูงท่าทางเย็นชาคนนั้นก็มาหยุดชะงักลงที่ตะวัน เพียงชั่วเสี้ยววินาทีเดียวที่สายตานั้นมองมา และไม่มีใครทันสังเกตเห็นอาการชะงักนั้นนอกจากตะวัน ซึ่งตัวเธอก็ยังไม่แน่ใจว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า
และแล้วท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน หญิงสาวที่มีหลายคนแอบเรียกขานลับหลังว่า เจ้าหญิงก้อนหิน กลับเผยยิ้มกว้างและตะโกนด้วยเสียงดังก้องกังวาน
มาสนุกกันต่อดีกว่าค่ะ.!!
ในทันทีที่จบประโยคเสียงดนตรีก็ดังกระหึ่มขึ้น ปลุกคนทั้งหอประชุมที่กำลังอยู่ในภวังค์ให้กลับคืนมา
และเพียงไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น ทุกคนก็ได้พบกับความสนุกที่ยากจะบรรยายที่กำลังเกิดขึ้น ที่ทำให้ทุกคนทั้งประหลาดใจและประทับใจไปได้พร้อมๆ กัน
แม้แต่ตะวันเองที่ไม่มีความรู้เรื่องเพลงและดนตรีมากนักก็ยังบอกได้ว่า ผู้หญิงคนนี้มีเสน่ห์เวลาอยู่บนเวทีจริงๆ น้ำเสียงของเธออาจจะไม่ได้มีพลังมากมายอย่างนักร้องอาชีพ แต่กลับเข้ากันได้ดีกับทุกตัวโน้ตที่เธอดีดออกมาจากกีตาร์ตัวนั้น และเข้ากันได้ดีกับเครื่องดนตรีทุกชิ้นที่บรรเลงไปพร้อมกัน
ถึงจะไม่ได้กระโดดโลดเต้นมากมายอะไร เพียงแค่ขยับร่างกายไปตามจังหวะสุดมันของดนตรี แต่เธอกลับทำให้ผู้ชมรู้สึกสนุกได้อย่างไม่น่าเชื่อ และมีรอยยิ้มกว้างแบบที่ไม่เคยมีใครได้เห็นปรากฏอยู่บ่อยครั้งในขณะที่เธอร้องเพลง สายตาที่เธอกวาดมองไปทั่วใบหน้าของผู้ชมทุกคนนั้นดูมุ่งมั่นและไม่มีอาการเคอะเขินแต่อย่างใด
ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ดูเย็นชาขนาดนั้นจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเพียงแค่ได้จับไมค์เท่านั้นเอง สิ่งเหล่านี้ถึงกับทำให้ตะวันต้องร้องออกมาอย่างลืมตัวโดยที่ไม่มีใครได้ยิน เพราะเสียงดนตรีที่ดังกระหึ่มนั้นกลบไปหมด
ผู้หญิงอะไร ทำไมเท่ขนาดนี้นะ....
และไม่นานนักตะวันก็ได้รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
นั่นเพราะว่าเธอคนนั้นกำลังสนุกอย่างที่สุดกับสิ่งที่ตัวเองรักอยู่นั่นเอง จนไม่สนใจว่าคนรอบข้างว่าคิดอย่างไร เธอเพียงแค่ทำในสิ่งที่เธออยากทำให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง กลิ่นอายแห่งความสุขจึงแผ่ออกมาจากรอบตัวเธอ ซึ่งนั่นเป็นเหตุให้ผู้ชมพลอยได้รับความสุขนั้นไปด้วย แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่รู้สึกถึงเรื่องนี้เลยก็ตาม
edit @ 2007/01/05 17:17:39

#1 By @bink@ on 2007-07-28 21:35