The Story of Sun and Moon - Chapter 7 -

posted on 27 Feb 2006 01:20 by bluearrow  in The-Story-of-Sun-and-Moon

การก่อสร้างสระว่ายน้ำสำหรับสุนัขเกือบเสร็จแล้ว อีกไม่นานก็จะเปิดให้บริการได้ ดังนั้นในช่วงนี้ตะวันจึงใช้เวลาอยู่ที่นั่นมากเป็นพิเศษเพื่อดูแลการตกแต่งและระบบการจัดการให้เรียบร้อยตรงตามที่เธอต้องการมากที่สุด เพราะที่นี่คือความใฝ่ฝันที่เธออยากทำมานานมากแล้ว การได้เป็นสัตวแพทย์และได้ทำโรงพยาบาลสัตว์ที่ครบวงจรเป็นความฝันตั้งแต่เด็กของเธอ

นอกจากนี้เธอยังต้องไปสานงานในส่วนของโรงพยาบาลต่อจากคุณหมอภานุด้วย เธอใช้เวลาช่วงนี้ในการเรียนรู้งานไปในตัว พนักงานในโรงพยาบาลสัตว์ทุกคนต่างก็ยอมรับในตัวเธออย่างง่ายดายด้วยความร่าเริงและมีมนุษย์สัมพันธ์เป็นอย่างดีของเธอนั่นเอง บรรดาเจ้าของสัตว์ที่พาสัตว์เลี้ยงของตัวเองมาที่โรงพยาบาลสัตว์ในช่วงนี้คุณหมอภานุก็ได้แนะนำให้รู้จักกับตะวัน และทุกคนต่างก็หลงรักในความน่ารัก ใจดี และรักสัตว์อย่างจริงใจของเธอกันไปหมด ไม่มีใครสักคนเดียวที่คิดจะพาสัตว์เลี้ยงไปรักษาที่อื่นหลังจากที่คุณหมอภานุตัดสินใจจะเกษียณตัวเองแล้ว

แม้ว่าจะแวะเวียนไปที่นั่นบ่อยแค่ไหน แต่ทว่าหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา เธอก็ยังไม่ได้เจอภัทรอีกเลยนับจากวันนั้น

เธอคิดอยากจะติดต่อไปหาภัทรเหมือนกัน แต่เธอลืมที่จะถามที่อยู่หรือเบอร์ติดต่อของภัทรเอาไว้ และถึงจะไปขอเบอร์โทรศัพท์จากคุณหมอภานุมาได้ เธอก็กลับไม่กล้าที่จะติดต่อไปเสียนี่

ถ้าภัทรไม่อยากคุยกับเธอล่ะ? เธอไม่ค่อยแน่ใจว่าภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยนั้นคิดอะไรอยู่ แม้จะคิดว่าเคยรู้จักคนๆ นั้นดี แม้ว่าเมื่อวันที่เจอกันนั้นจะพูดคุยกันดีเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาหลายปีอาจทำให้อะไรๆ เปลี่ยนแปลงไปก็ได้ รวมถึงความรู้สึกในวันเวลาเก่าๆ ด้วย ตะวันรู้สึกได้ว่ามีหลายอย่างที่คงจะเปลี่ยนไป

คุณหมอไม่พาแฟนมาบ้างล่ะคะ ปอซึ่งเป็นพนักงานต้อนรับของโรงพยาบาลถามตะวันในเช้าวันหนึ่ง

เธอและพนักงานคนอื่นๆ สงสัยกันมานานแล้วว่า คุณหมอตะวันออกจะสวยน่ารักขนาดนี้แต่ไม่เคยเห็นพาคนที่ดูท่าทางจะเป็นคนรักมาที่นี่เลย และแม้แต่การคุยโทรศัพท์กะหนุงกะหนิงกับใครก็ยังไม่มี จนเธออดรนทนไม่ได้ต้องเอ่ยถามขึ้นมาในที่สุด

นึกยังไงถึงถามล่ะเนี่ย? ตะวันเลิกคิ้วขึ้นสูง แต่ส่งยิ้มขำให้

ก็แหม คุณหมอออกจะน่ารักขนาดนี้ ต้องมีแฟนเป็นหนุ่มหล่อไฮโซแน่ๆ เลย แต่ทำไมไม่ยักกะพามาให้ยลโฉมกันซะที

ตะวันอดขำในใจไม่ได้ ทำไมใครๆ จะต้องคิดว่าเธอมีแฟนด้วยนะ การอยู่คนเดียวที่มันผิดมากเลยหรือยังไงกัน

ไม่มีหรอกจ้ะแฟนน่ะ ตะวันตอบกลับไปให้หายข้องใจ

เป็นไปได้ยังไงกันคะ หนูไม่เชื่อหรอก อย่ามาอำกันดีกว่าค่ะ สาวปอยังคงดื้อดึงต่อไป

หมอไม่มีเวลาให้ใครหรอกจ้ะ ตั้งแต่กลับมาจากอเมริกาก็มายุ่งอยู่แต่ที่นี่แหละ

ตอนอยู่เมืองนอกก็ต้องมีแฟนสักคนสองคนสิคะ

แหม...มันเป็นเรื่องจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ ตะวันพูดขำๆ ก่อนจะเอาแฟ้มประวัติคนไข้(สุนัขพันธุ์ชิวาว่าชื่อ ลิ้นจี่)เก็บเข้าตู้เอกสาร ไม่มีหรอกจ้ะ ตอนอยู่ที่โน่นหมอก็เอาแต่เรียนอย่างเดียว ไม่มีเวลาไปสนใจใครหรอก

ในที่สุดพนักงานสาวก็ยอมถอดใจ แม้ว่าจะมีทีท่าไม่ค่อยเชื่อนักก็ตาม

...ใช่แล้ว เธอไม่มีเวลาไปสนใจใครหรอก หรือถึงคิดจะสนใจใครก็...

*

ภัทรขับรถเข้ามาที่คณะเพื่อมารับน้องแก้วไปส่งที่บ้าน ความจริงแล้วภัทรก็ยังเรียนไม่จบดีหรอก แต่ตอนนี้เป็นปีสุดท้ายของเธอแล้ว เหลือวิชาให้เรียนไม่มาก จะหนักก็แต่ปริญญานิพนธ์ที่ต้องทำส่งเท่านั้นเอง แต่แค่ส่วนนี้ก็หนักหนาสาหัสมากจนเธอต้องขอดร็อปเรียนในปีสุดท้ายนี้เอาไว้ เพราะงานของเธอก็ยุ่งมากเช่นกัน แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ยังตั้งใจจะเรียนให้จบให้ได้ แต่อาจต้องใช้เวลาเพิ่มอีกสักหน่อยเท่านั้น

พี่ภัทรไม่น่าเสียเวลามารับเลย แก้วกลับเองก็ได้ค่ะ วันนี้พี่มีงานอีกไม่ใช่เหรอคะ? แก้วเอ่ยด้วยความรู้สึกผิดทันทีที่ขึ้นรถ

ไม่เป็นไร ภัทรตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามเคย แบบนี้พี่สบายใจมากกว่า

แก้วยิ้มกว้างด้วยความดีใจ แล้วเอื้อมมากอดแขนภัทรเอาไว้อย่างรักใคร่

ถึงแม้ภายนอกภัทรจะดูเย็นชาสักเท่าไร แต่กับเธอภัทรจะใจดีและคอยดูแลอยู่เสมอ ถึงแม้จะไม่ค่อยแสดงออกทางสีหน้า แต่การกระทำทุกอย่างของภัทรก็เพียงพอที่จะทำให้เธอรู้ว่าภัทรให้ความสำคัญกับเธอมากเพียงไร

ภัทรคอยดูแลแก้วจนเป็นเรื่องปกติ เธอรู้สึกเป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องคอยอยู่ข้างๆ แก้วให้มากที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ เพราะทุกครั้งที่เธอวางใจปล่อยให้แก้วทำอะไรด้วยตนเอง หรือให้ไปไหนมาไหนคนเดียว ด้วยสุขภาพร่างกายของแก้วก็มักจะทำให้เกิดเรื่องได้บ่อยๆ จนเธอไม่ไว้ใจให้แก้วไปทำอะไรคนเดียว นอกเสียจากจะมีเพื่อนไปด้วยเท่านั้น

เรื่องแบบนี้ทำให้คนรอบข้างมองว่าภัทรให้ความสำคัญกับแก้วมาก และเข้าใจว่าภัทรรักและห่วงแก้วมาก แก้วเองก็เข้าใจเช่นนั้น

แต่บางครั้งแก้วก็รู้สึก...เธอรู้สึกว่ายังมีอะไรบางอย่างในดวงตาคู่นั้น อะไรที่ยังคงฝังอยู่ข้างในลึกๆ ตลอดมา แต่เธอไม่สามารถเอื้อมมือไปแตะต้องที่นั่นได้ เหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งต้องห้ามที่เธอไม่ควรไปสะกิดมัน

*

เป็นไงบ้างคะคุณลุง? ตะวันเอ่ยถามคุณหมอภานุ หลังจากที่คุณหมอได้เดินดูบริเวณรอบๆ ที่ก่อสร้างเพิ่มเติมข้างตึกโรงพยาบาลเดิมแล้ว

อืม คุณหมอทำสีหน้าครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนจะเผยยิ้มออกมา คงพูดคำอื่นไม่ได้นอกจาก...ดีเยี่ยมเลยล่ะ

ตะวันยิ้มกว้างอย่างดีใจให้คุณหมอภานุ แล้วจึงมองไปรอบๆ อย่างภาคภูมิใจ ในที่สุดการก่อสร้างและตกแต่งทั้งหมดก็เสร็จสิ้นลง ทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอต้องการทุกอย่าง

แล้วจะเปิดส่วนนี้เมื่อไหร่ล่ะ? คุณหมอภานุถาม

ก็ตั้งใจว่าจะดูให้เรียบร้อยแน่ๆ ก่อน แล้วคงเปิดอย่างเป็นทางการวันเสาร์ต้นเดือนหน้าค่ะ ตะวันตอบรับเสียงใส

ดีเลย เฮ้อ...ลุงจะได้พักเสียที

อ้าว! คุณลุงอย่าเพิ่งไปสิคะ ตะวันทำส่วนโรงพยาบาลคนเดียวไม่ไหวหรอกค่ะ ตะวันบอกด้วยสีหน้าไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง

ลุงก็เห็นว่าช่วงเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมาหนูก็ทำได้ดีแล้วนี่นา ไม่มีอะไรต้องกังวลไปหรอก หนูทำได้ดีแน่ๆ คุณหมอเสริมประโยคหลังให้ตะวันมั่นใจขึ้น

คุณลุงมาในวันเปิดด้วยนะคะ ตะวันรีบบอก เธอเกรงว่าคุณหมอภานุจะกลับไปอยู่บ้านสวนย่านชานเมืองกับภรรยาและบรรดาหมาๆ นับสิบตัวของเขาเสียก่อนจะถึงวันเสาร์ต้นเดือนหน้า

อ๋อ ก็ต้องมาสิ ลูกสาวของเพื่อนรักทั้งที และที่นี่ก็มีความหลังมากมายสำหรับลุงอยู่ ยังไงก็ต้องมาล่ำลากันหน่อยล่ะ คุณหมอตอ ว่าแต่ หนูภัทรเขาจะมาด้วยใช่มั้ยล่ะ?

เมื่อเจอคำถามที่ไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ ตะวันก็ถึงกับอ้ำๆ อึ้งๆ เล็กน้อย ก็...เอ่อ...ไม่รู้เหมือนกันสิคะ

อ้าว! ทำไมล่ะ ก็หนูภัทรน่ะเป็นเพื่อนเราไม่ใช่รึ?

ก็...อืม... ตะวันไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี ยังไม่ได้บอกเขาน่ะค่ะ

รีบบอกเขาเสียสิ หนูภัทรน่ะยิ่งมีงานยุ่งๆ อยู่ ถ้าไม่บอกล่วงหน้าเดี๋ยวติดงานก็ไม่ได้มากันพอดี

ก็เพราะอย่างนั้นล่ะค่ะ ตะวันถึงเกรงใจ ความจริงแล้วไม่ใช่หรอก ตะวันไม่กล้าโทรไปหาต่างหาก

มาๆ เดี๋ยวหมอบอกให้เอง ไม่พูดเปล่า แต่คุณหมอหยิบโทรศัพท์ออกมาหาเบอร์ของภัทรทันที

*

ค่ะ...ขอบคุณมากค่ะที่อุตส่าห์โทรมาบอก ภัทรตอบคุณหมอภานุไปตามสายโทรศัพท์

ลองมาดูสักหน่อยนะ โกลเดนน่ะมันชอบว่ายน้ำนะ ดีต่อข้อต่อสะโพกด้วย ลองให้แกงส้มมาว่ายน้ำดู หมอรับรองว่าเขาต้องติดใจแน่ คุณหมอภานุยังคงชักชวนต่อ ตกลงมาแน่นะ หมอจะได้บอกหนูตะวันเขา

ค่ะ ภัทรตอบรับสั้นๆ ก่อนเอ่ยลาคุณหมอและวางสายไป

ใครเหรอคะพี่ภัทร? แก้วส่งเสียงถามขึ้นจากโต๊ะฝั่งตรงข้าม

ภัทรกับแก้วกำลังนั่งทานอาหารเย็นอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่คนไม่ค่อยเยอะมากนัก ภัทรไม่ชอบไปในที่ๆ คนนิยมกันเท่าไร ถึงแม้การเป็นนักร้องจะทำให้เธอเริ่มชินกับการถูกผู้คนรุมล้อมบ้างแล้ว แต่เมื่อเป็นเวลาส่วนตัวเช่นนี้ เธอก็ยังต้องการหลีกเลี่ยงผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

คุณหมอภานุน่ะ โทรมาบอกเรื่องสระว่ายน้ำสำหรับหมาที่เปิดใหม่ข้างโรงพยาบาล ภัทรตอบ

ว้าย! ดีจัง มีสระว่ายน้ำของหมาด้วย แล้วคุณหมอเขาเปิดเองเหรอคะ?

ภัทรนิ่งไปนิดหนึ่ง ก้มลงมองจานทำเป็นกวาดอาหารในจานของตัวก่อนจะตอบ ไม่ใช่หรอก ความจริงเป็นเพื่อนของพี่เองแหละ

แบบนั้นก็ยิ่งดีใหญ่เลยสิคะ เพื่อนที่คณะเหรอคะ? แต่เอ...แก้วไม่เคยได้ยินว่ามีรุ่นพี่คนไหนสนใจทางด้านนี้มาก่อน

เปล่า ภัทรตอบเรียบๆ เพื่อนสมัยมัธยมน่ะ

อุ๊ย! พี่ภัทรคะ จู่ๆ แก้วก็ลดเสียงลงเป็นกระซิบ สีหน้าไม่สบายใจ แก้วเห็นแวบๆ ว่ามีคนแอบถ่ายรูปพวกเราทางโน้นน่ะค่ะ

ช่างมันเถอะ ภัทรบอกด้วยน้ำเสียงเบื่อๆ ก่อนจะกินข้าวของเธอต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่จะดีเหรอคะ ถ้ามีรูปพี่กับแก้วออกไป... แก้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ

พี่ไม่สนใจหรอก ว่าแต่แก้วเถอะ ภัทรถามด้วยสีหน้านิ่งเฉยตามปกติ

แก้วไม่เป็นไรหรอกค่ะ เป็นข่าวกับพี่ภัทรก็ดีออก แก้วพูดติดตลก ดูน่ารักตามแบบของเธอ แก้วน่ะเป็นแค่คนธรรมดา แต่พี่ภัทรสิคะ เดี๋ยวจะถูกถามอะไรวุ่นวาย แล้วถ้าเสียชื่อเสียงขึ้นมาล่ะก็...

พี่บอกแล้วว่าพี่ไม่สนใจไงล่ะ ภัทรย้ำอีกครั้งด้วยเสียงหนักแน่นขึ้น

เป็นเรื่องปกติเสียแล้วสำหรับสมัยนี้ที่ดารานักร้องมักจะถูกแอบถ่ายรูปไปลงหนังสือจำพวกซุบซิบบ่อยๆ ภัทรเองก็ถูกแอบถ่ายบ้างอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังไม่มีครั้งใดที่จะมีรูปเธอกับแก้วหลุดออกมา ไม่ใช่ว่าเธอพยายามปิดบังอะไร แต่เป็นเพราะโดยส่วนใหญ่พวกเธอมักจะไปในที่ๆ ไม่ค่อยจะมีคนเสียมากกว่า

แต่ภัทรก็ไม่ได้สนใจอะไร ถึงจะมีใครเอารูปเธอกับแก้วไปลงและเขียนข่าวว่าอย่างไรก็ช่าง ภัทรไม่แคร์สักนิดเดียว เพราะถึงอย่างไรเธอก็ไม่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องส่วนตัวกับใครอยู่แล้ว จะเกรงก็แต่ว่าน้องแก้วอาจจะเสียหายได้ แต่หากเธอไม่ให้สัมภาษณ์อะไร ไม่นานข่าวก็จะซาไปเองนั่นแหละ วงการบันเทิงก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว

ตอนนี้เรื่องที่กวนใจเธออยู่เงียบๆ นี่สิ ถึงจะตอบตกลงกับคุณหมอภานุไปแล้วว่าจะไปในวันเปิดสระว่ายน้ำของตะวัน แต่เอาเข้าจริงแล้วเธอควรจะไปที่นั่นจริงหรือ?

แค่ได้เจอกันชั่วโมงเดียว ยังทำให้ความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดแบบนี้ ถ้าได้เจอกันอีก ความรู้สึกเก่าๆ ที่เธอพยายามลืมมันอาจจะกลับมาจริงๆ อีกก็ได้

ภัทรเงยหน้าขึ้นมองสาวน้อยผู้มีรอยยิ้มสดใสน่ารักที่นั่งอยู่ตรงหน้า คนที่มอบความรักให้กับเธออย่างจริงใจและคอยอยู่ข้างๆ เธอตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ แล้วเธอก็ต้องรู้สึกผิด เธอไม่อยากให้ใจวุ่นวายคิดถึงคนอีกคนหนึ่งแบบนี้เลย...คนที่เคยเป็นเพียงความทรงจำคนนั้น

คนๆ นั้นยังคงร่าเริงสดใสเหมือนเดิมแทบไม่แตกต่างจากเมื่อก่อนเลย แต่อย่างไรเสีย ถึงจะยังสามารถพูดได้ว่าเป็นเพื่อนกันอยู่ ก็คงไม่สามารถกลับไปสนิทสนมกันดังเช่นวันวานได้อีกแล้ว

การไม่โทรศัพท์มาชวนเธอไปงานวันเปิดสระว่ายน้ำด้วยตัวเองก็บ่งบอกอะไรได้ดี เหมือนกับเมื่อห้าปีก่อนนั้นนั่นแหละ...

สาวสวยคนนั้นคงไม่คิดอะไรมากแบบเธอหรอก เธอไม่อยากกลุ้มอกกลุ้มใจอยู่คนเดียวแบบนี้อีกแล้ว เธออุตส่าห์ตั้งใจละทิ้งความรู้สึกแบบนี้ไปนานหลายปีแล้ว

ดังนั้นภัทรจึงตัดสินใจที่จะไปในวันเสาร์ต้นเดือนหน้านี้ ถ้าเธอยังเอาแต่คิดจะวิ่งหนีอดีตอยู่แบบนี้ ก็คงไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปกับคนในปัจจุบันตรงหน้านี้ได้ เธอต้องเผชิญหน้าเพื่อลบภาพเทพธิดาองค์นั้นที่ริมสระน้ำออกไปให้ได้

*

คนนี้น่ะเหรอแฟนคุณภัทรน่ะ

เห็นไม่ค่อยชัดเลย แต่ก็ท่าทางจะน่ารักนะ

ว่าแล้วว่าคุณภัทรต้องชอบผู้หญิงแน่ๆ เลย

เสียงซุบซิบของพนักงานที่เคาท์เตอร์ดังแว่วเข้าหูมาให้ได้ยิน ตะวันที่เพิ่งจะเสร็จจากการตรวจดูผลเลือดของสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์ตัวหนึ่ง ซึ่งผลออกมาว่าเป็นโรคพยาธิในเม็ดเลือด และเธอกำลังจะออกมาโทรศัพท์แจ้งผลให้เจ้าของสุนัขทราบ

คุยเรื่องอะไรกันจ้ะ? ตะวันเอ่ยถาม

อ๊ะ! คุณหมอเป็นเพื่อนกับคุณภัทรใช่มั้ยคะ? นี่ค่ะนี่ พนักงานสาวคนหนึ่งรีบกุลีกุจอเอานิตยสารแนวซุบซิบดาราเล่มหนึ่งยื่นมาให้ดูตรงหน้า คนนี้ใช่แฟนคุณภัทรรึเปล่าคะ? เธอรีบถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าอยากรู้อยากเห็นเต็มที่

ตะวันรับนิตยสารเล่มนั้นมาดู ที่หน้ากลางเป็นรูปถ่ายของภัทรกับหญิงสาวคนหนึ่ง ทั้งสองคนกำลังนั่งทานอาหารอยู่ด้วยกันในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ไม่มีภาพใดที่แสดงถึงความเป็นคนรักกันของคนทั้งสอง แต่สกู๊ปข่าวก็ยังเขียนเรื่องราวได้ยาวถึงสองหน้า แม้ว่าจะไม่ค่อยมีเนื้อหาสาระสักเท่าไร

บอกได้ยากว่าคนในภาพเป็นคนรักของภัทรหรือไม่ เพราะภัทรก็เป็นคนเช่นนี้มานานแล้ว ไม่ว่าจะอยู่กับใครก็ไม่เคยแสดงออกอะไรมากมาย ต่อให้คนในภาพเป็นคนรักจริงหรือเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญมานั่งโต๊ะเดียวกัน สีหน้าของภัทรก็คงแทบไม่แตกต่างจากเดิมในสายตาของคนทั่วไป

แต่ทว่า...มีอยู่ภาพหนึ่งที่ตะวันเห็นว่าภัทรยิ้มให้กับคนที่นั่งด้านตรงข้าม นี่กระมังที่พอจะทำให้ตะวันรู้สึกได้ว่าคนอีกคนในภาพนั้นคงเป็นคนสำคัญสำหรับภัทรอยู่ไม่น้อยทีเดียว เพราะภัทรไม่ค่อยยิ้มให้กับใครแบบนี้มากนัก สมัยเรียนเรียกได้ว่าตะวันไม่เคยเห็นภัทรยิ้มให้ใครอื่นนอกจากเวลายืนร้องเพลงอยู่บนเวทีเท่านั้น

จะมีก็แค่เธออีกคนหนึ่งที่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้ของภัทรอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเธอไม่เคยเข้าใจถึงความหมายภายใต้รอยยิ้มนั้นเลย เธอรู้สึกว่ามันดูอบอุ่น แต่ก็ไม่เคยคิดอะไรมากกว่านั้น...

...กว่าเธอจะเข้าใจในความหมายนั้น มันก็สายเกินกว่าที่จะทำอะไรได้เสียแล้ว...

หมอไม่รู้หรอกจ้ะ ตะวันตอบบรรดาพนักงานให้หายข้องใจ ถึงหมอกับภัทรจะเป็นเพื่อนกัน แต่ก็ไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว ช่วงเวลาที่ผ่านมาภัทรเป็นยังไงบ้าง หมอก็รู้จากข่าวคราวตามหน้าหนังสือพิมพ์เหมือนกับทุกคนนั่นแหละ

ว้า... เสียงทอดถอนใจอย่างเสียดายของสาวๆ หน้าเคาท์เตอร์ดังขึ้นพร้อมกัน

แล้วคุณภัทรจะมาที่นี่วันเสาร์นี้รึเปล่าคะ? พนักงานอีกคนหนึ่งถามขึ้น

คงจะมาจ้ะ ตะวันตอบ เห็นเขาบอกคุณหมอภานุว่าจะมานะ

สาวๆ พากันกรี๊ดกร๊าดต่อไป แม้ว่าจะได้เจอกับภัทรที่โรงพยาบาลแห่งนี้บ่อยครั้ง แต่ภัทรก็มักจะมาคนเดียวเสมอ พอมีข่าวทำนองนี้ออกมาพวกเขาก็พากันคาดหวังว่า บางทีคราวนี้ภัทรอาจจะพาสาวในรูปมาเปิดตัวก็เป็นได้

ตะวันแอบยิ้มมุมปากเล็กน้อยกับท่าทางของบรรดาพนักงานของเธอ ก่อนที่จะยกโทรศัพท์ขึ้นเพื่อโทรบอกผลเลือดกับเจ้าของสุนัข

ภัทรจะมาหรือเปล่านะ....

ตะวันอดถามตัวเองในใจลึกๆ ไม่ได้

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แอบลุ้นอยู่ลึกๆ ว่าตอนหน้าจะมีเผยความในใจกันบ้างรึเปล่า

#1 By @bink@ on 2007-07-28 22:53