The Story of Sun and Moon - Chapter 8 -
posted on 27 Feb 2006 01:29 by bluearrow in The-Story-of-Sun-and-Moonในที่สุดวันเปิดสระว่ายน้ำของตะวันก็มาถึง จากคำบอกปากต่อปากของลูกค้าโรงพยาบาลแห่งนี้และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในเวบไซต์ที่จัดทำขึ้น ก็ทำให้มีคนพาสุนัขมาใช้บริการอยู่มากทีเดียว
นอกจากสระว่ายน้ำสำหรับสุนัขแล้ว ภายในบริเวณเดียวกันนี้ยังมีสนามหญ้ากว้างขวางไว้ให้สุนัขได้วิ่งเล่น โรงแรมรับฝากสัตว์เลี้ยง บริการอาบน้ำตัดขนและสปาสำหรับสุนัข นอกจากนี้ในอนาคตตะวันยังวางแผนที่จะทำโรงเรียนฝึกสอนสุนัขเพิ่มขึ้นด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่มีเวลาและบุคลากรมากพอ โครงการนี้จึงยังต้องหยุดไว้แค่แผนการในใจของตะวันไปก่อน เธอตั้งใจว่าเอาไว้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้วจึงจะดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป
สุนัขที่มีขนาดใหญ่มักจะพบปัญหาเกี่ยวกับข้อสะโพกได้ง่าย โดยเฉพาะคนไทยนั้นมักจะมีพื้นบ้านเป็นพื้นกระเบื้องซึ่งมีความลื่น จึงทำให้สุนัขมีปัญหาเวลาเดินและลุกนั่งจากพื้น ดังนั้นหากเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่ไว้ในบ้าน ก็ควรหาผ้ายางปูกันลื่นหรือวัสดุอื่นๆ ที่ใช้กันลื่นได้ มาวางไว้ในที่ๆ สุนัขชอบไปนั่งหรือนอนอยู่ นอกจากนี้การให้สุนัขได้ว่ายน้ำบ่อยๆ ก็เป็นวิธีช่วยลดปัญหาเรื่องนี้ได้อีกทางหนึ่ง เพราะจะทำให้สุนัขได้ออกกำลังขาหลังได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องแบกน้ำหนักของตัวมันเอาไว้
ตะวันคอยดูแลลูกค้าทุกคนที่เข้ามาใช้บริการเป็นอย่างดี โดยต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุใดๆ ขึ้นกับทั้งเจ้าของและสุนัข โดยเฉพาะกับสุนัขนั้นมนุษย์เราไม่สามารถคาดเดาพฤติกรรมที่แน่นอนได้ จึงต้องคอยระวังไม่ให้สุนัขเกิดทะเลาะวิวาทกัดกัน โดยเฉพาะกับสุนัขตัวผู้ที่มักจะเขม่นกันได้ง่ายๆ เสมอเพราะว่ามันต้องการแสดงความเป็นจ่าฝูงนั่นเอง
แม้ว่าจะคอยสอดส่องดูแลสุนัขทุกตัวอย่างใกล้ชิด ตะวันก็ยังแอบคอยมองหาคนที่เธออยากเจอมากที่สุดอยู่ดี แต่จนกระทั่งเกือบบ่ายโมงแล้วก็ยังไม่มีวี่แววของคนๆ นั้น ตะวันได้แต่แอบถอนใจเงียบๆ ก่อนจะหันไปสนใจดูแลจัดการความเรียบร้อยต่างๆ ต่อไป
*
ภัทรมาถึงโรงพยาบาลสัตว์ของตะวันตอนเกือบบ่ายสามโมงแล้ว เธอมาพร้อมกับเจ้าแกงส้ม ซึ่งดูท่าทางตื่นเต้นเป็นพิเศษราวกับมันรู้ว่ากำลังจะได้มาเจอกับตะวันอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อเดินเข้าไปด้านใน ภัทรก็ได้เห็นหญิงสาวคนที่ตนคุ้นเคยเมื่อก่อนนั้น กำลังพูดคุยกับเจ้าของสุนัขอย่างเป็นกันเอง มีรอยยิ้มกว้างให้กับผู้คนอยู่ไม่ขาด และไม่ว่าสุนัขตัวไหนจะกระโดดขึ้นเลียหน้าเลียตาหรือแม้กระทั่งสะบัดน้ำใส่จนเสื้อผ้าเธอเปียกไปหมด แต่ตะวันก็ยังคงยิ้มรับอย่างเอ็นดูไม่ต่างไปจากเมื่อก่อนเลย
ไง ภัทรเดินเข้าไปหาพร้อมกับเอ่ยทัก
ภัทร! ตะวันร้องทักตอบพร้อมกับรอยยิ้มกว้างเช่นเคย หวัดดีจ้า! แกงส้ม ตะวันย่อตัวลงนั่งพลางลูบหัวลูบหางเจ้าแกงส้มอย่างรักใคร่ ส่วนเจ้าแกงส้มก็กระดิกหางรับอย่างบ้าคลั่งทีเดียว จำกันได้รึเปล่าเอ่ย?
จำได้สิ คราวที่แล้วที่เจอกันก็เห็นกระดิกหางจนเกือบหลุดแบบนี้นี่ ภัทรตอบแทน
แหม...แต่โกลเดนมันก็เป็นแบบนี้ทุกตัวแหละ เจอหน้าใครก็ดีใจไปหมด ตะวันแย้ง แต่ก็ปล่อยให้เจ้าแกงส้มเลียหน้าเลียตาจนแฉะไปหมด
ไม่หรอก มันจะลืมได้ยังไง ในเมื่อตะวันเป็นคนช่วยชีวิตมันเอาไว้ ถ้าไม่มีตะวันมันคงไม่มีวันนี้หรอก มันต้องจำได้อยู่แล้วว่าตะวันเคยรักมันมากขนาดไหน
ใครบอกว่าเคยรัก ตอนนี้ก็ยังรักอยู่ เนอะ! ตะวันพูดกับเจ้าแกงส้มพร้อมกับลูบหัวไปมา
ประโยคนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกบางอย่างในใจลึกๆ ของคนทั้งสองคน จนส่งผลให้นิ่งเงียบกันไปครู่หนึ่ง...
ตะวันเงยหน้าขึ้นมามองภัทร ก่อนจะถามเพื่อเปลี่ยนเรื่อง แล้วทำไมมาเอาซะป่านนี้ล่ะ?
เมื่อคืนทำงานดึกไปหน่อยเลยตื่นสายน่ะ ภัทรตอบพร้อมกับยักไหล่
ตะวันส่งยิ้มหวานให้ภัทรอีกครั้งก่อนจะหันมาหาเจ้าแกงส้ม ไปว่ายน้ำกันมั้ยแกงส้ม? ไปกันเถอะ!
สาวสวยหันมาสบตากับภัทรเพื่อขอคำยืนยัน เมื่อภัทรยักไหล่ให้อีกครั้ง ตะวันจึงจูงเจ้าแกงส้มไปที่จุดสำหรับล้างตัวก่อนลงสระ
ดีจัง ท่าทางคงจะกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเมื่อก่อนนี้ได้...
ทั้งสองคนต่างก็คิดเช่นนี้ในใจ แม้ว่าลึกๆ แล้วจุดว่างเปล่าในหัวใจนั้นกำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว
*
ภัทรได้ค้นพบว่าการได้พาหมามาว่ายน้ำก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกดีเหมือนกัน คอยโยนลูกบอลลูกโปรดลงไปในน้ำ แล้วเจ้าขนทองก็จะรีบกระโดดตามลงไปคาบกลับมาให้ทันที ดูท่าทางเจ้าแกงส้มก็มีความสุขมากทีเดียวที่ได้ลงไปเริงร่าอยู่ในน้ำแบบนั้น
หลังจากตะวันให้คำแนะนำทั่วๆ ไปกับภัทรและเล่นกับเจ้าแกงส้มอยู่พักหนึ่ง เธอก็ต้องไปจัดการต้อนรับและดูแลลูกค้าคนอื่นๆ ต่อ ดังนั้นช่วงเวลาต่อมาภัทรจึงได้แต่มองตะวันเดินไปนั่นมานี่ให้วุ่นไปหมด แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าตะวันจะเหนื่อยล้าหรือรอยยิ้มนั้นจะสดใสน้อยลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าตะวันจะกำลังมีความสุขอย่างที่สุดที่ได้ทำทุกอย่างตามที่ฝันเอาไว้นี้
ภัทรรู้ว่านี่คือความฝันของตะวันมานานแล้ว เมื่อก่อนเธอได้ยินตะวันเล่าเรื่องความฝันที่จะเป็นสัตวแพทย์และจะทำสถานที่แบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ทุกครั้งที่ตะวันพูดเรื่องนี้ สีหน้าของเธอจะดูมีความสุขมาก และแล้วในที่สุดความฝันของเธอก็เป็นจริงจนได้
ผิดกับภัทรที่ไม่เคยตั้งความหวังหรือความฝันใดๆ ไว้มาก่อน เธอเพียงแค่ทำในสิ่งที่ชอบ ทำในสิ่งที่อยากทำในเวลานั้นๆ และไม่เคยคิดว่าอนาคตจะต้องเป็นอะไร เมื่อสมัยยังเด็กกว่านี้เธอคิดเพียงว่าใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ส่วนพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรก็ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง
เสียงเห่าและเสียงตะโกนโหวกเหวกทำให้ภัทรเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ และเธอก็เห็นว่าสุนัขโกลเดนรีทรีฟเวอร์สองตัวกำลังโรมรันกันอยู่ในสนามหญ้า ต่างแยกเขี้ยวขู่และกอดปล้ำกัดพัลวัน ทุกคนมัวแต่ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกกันอยู่ แต่แล้วสาวสวยผู้เป็นเจ้าของที่นี่ก็กลับวิ่งตรงเข้าไปหาสุนัขทั้งสองตัวนั้นทันที โดยไม่ได้สนใจเลยว่าน้ำหนักตัวของสุนัขทั้งสองตัวรวมกันแล้วมากกว่าน้ำหนักตัวของเธอเองเสียอีก
เมื่อเห็นภาพหญิงสาววิ่งตรงเข้าไปนั้น ความทรงจำในวันวานก็กลับมาอีกครั้ง จนภัทรเองตั้งท่าจะวิ่งเข้าไปที่นั่นด้วยเช่นกัน แต่แล้วก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเจ้าแกงส้มกลับส่งเสียงขู่และพยายามวิ่งไปที่เกิดเหตุเพื่อร่วมวงเป็นหมามุงกับเขาด้วย ภัทรจึงจำต้องหันมาจับเจ้าแกงส้มเอาไว้ไม่ให้ไปทำให้เรื่องมันวุ่นวายมากไปกว่านี้
ถึงแม้ว่าโกลเดนจะเป็นสุนัขที่ใจดีและรักสงบ แต่เมื่อมันเกิดอาการเขม่นระหว่างกันมันก็สามารถกัดกันจนเกิดบาดแผลได้ และแม้ว่าโดยปกติโกลเดนจะเป็นมิตรและไม่ทำร้ายคน แต่หากใครเข้าไปขวางในระหว่างที่พวกมันกำลังทะเลาะกันเองแบบนี้ ก็อาจโดนลูกหลงบาดเจ็บได้เช่นกัน
คราวนี้ตะวันเองก็โชคไม่ดี เมื่อเธอเข้าไปขวางระหว่างสุนัขทั้งสองตัว เธอก็โดนสุนัขตัวหนึ่งงับเอาที่แขนท่อนบน ข้อดีอย่างหนึ่งของการถูกกัดในครั้งนี้ก็คือ ทั้งสองตัวนั้นเลิกทะเลาะและแยกออกจากกันทันที เพราะส่วนใหญ่แล้วโกลเดนจะไม่กัดคน เมื่อมันเผลอไปกัดเข้าโดยไม่ตั้งใจพวกมันก็จะชะงักไปครู่หนึ่ง เป็นจังหวะให้พนักงานคนอื่นเข้ามาช่วยห้ามทัพได้ทัน
หลังจากที่เจ้าหน้าที่มาช่วยกันจับสุนัขแยกไปคนละทิศแล้ว และเจ้าแกงส้มที่ภัทรจับเอาไว้นั้นเริ่มสงบลงเช่นเดิม ภัทรก็รีบวิ่งไปหาตะวันที่ยังคงนั่งอยู่ที่สนามหญ้าทันที
เป็นไงบ้าง ภัทรถามอย่างห่วงใยแล้วก้มดูแผลที่แขนของตะวัน มีรอยเขี้ยวและเลือดซึมออกมาเล็กน้อย แต่ดูท่าทางแผลไม่ได้ลึกอะไร
ไม่เป็นไรหรอก โกลเดนฟันไม่คมแผลก็เลยไม่ลึกมาก แล้วหมาสองตัวนั้นล่ะ? ตะวันถามพลางหันไปมองดูหมาพวกนั้นอย่างกังวลใจ
นิสัยเธอนี่ไม่เปลี่ยนเลยนะ หมาพวกนั้นน่ะไม่เป็นอะไรหรอก แต่เธอนี่สิ ไปทำแผลก่อนดีกว่า ภัทรพูดพลางส่ายหน้า
แผลแค่นี้เอง ไม่เป็นไร...
ไม่ได้ ภัทรขัดขึ้น เข้าไปข้างในโน้นเลย
ภัทรจูงตะวันเข้ามาด้านในอาคาร ซึ่งมีที่นั่งไว้สำหรับรับรองเจ้าของสุนัขระหว่างนั่งรอให้สุนัขของตัวเองอาบน้ำเป่าขนให้เรียบร้อย ภัทรจับตะวันนั่งลงที่โซฟา ก่อนจะถามหากล่องปฐมพยาบาลจากพนักงานแถวนั้น และเริ่มลงมือล้างแผลให้ตะวันทันที
จู่ๆ ตะวันก็ยิ้มขำออกมา จนภัทรต้องเงยหน้าขึ้นมองพลางขมวดคิ้ว
ก็แหม จริงๆ แล้วตะวันเป็นหมอนะ ตะวันควรเป็นคนทำแผลสิจริงมั้ย?
แต่ตอนนี้เป็นคนไข้ล่ะ สภาพนี้จะทำแผลตัวเองได้ยังไงไม่ทราบ ภัทรตอบก่อนจะเอาสำลีเช็ดแผลทิ้งไป และเริ่มหยิบยาฆ่าเชื้อมาใส่แผล
ทั้งสองคนหัวเราะขำนิดๆ ให้แก่กัน ช่างเป็นเรื่องหาดูได้ยากที่จะเห็นภัทรหัวเราะแบบนี้ ในชั่วขณะหนึ่งเหมือนกับว่าทั้งสองคนกลับไปเป็นเด็กนักเรียนอีกครั้ง
เสียงประตูเปิดทำให้ช่วงเวลานั้นหยุดชะงักลง และสาวน้อยผมยาวสีดำเหยียดตรงที่ซอยสไลด์ไว้ดูสวยเก๋ ในชุดเสื้อยืดสีสันสดใสกับกางเกงสีขาวก็เข้ามาพร้อมด้วยรอยยิ้มสดใส
พี่ภัทรมาอยู่นี่เอง อุ๊ย! เกิดอะไรขึ้นคะนี่? สาวน้อยคนนั้นถาม
อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะ ภัทรหันไปตอบ อ้อ...คนนี้เพื่อนพี่เอง ชื่อตะวัน เป็นเจ้าของที่นี่น่ะ ตะวัน นี่...เอ่อ...น้องแก้ว... ประโยคหลังภัทรหันมาบอกตะวันแบบไม่เต็มเสียงนัก เธอไม่รู้ว่าควรจะแนะนำแก้วว่าอย่างไรดี
แก้วหันมาถามอาการตะวันด้วยความเป็นห่วงจากใจจริง แต่ตะวันก็ยิ้มตอบให้และบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แก้วจึงยิ้มตอบกลับให้อีกครั้ง
สองคนนี้ต่างมีรอยยิ้มที่สดใสเหมือนกันทั้งคู่
ภัทรอดคิดไม่ได้ว่า สองคนนี้ช่างเป็นผู้หญิงที่มีความสุขกันจริงๆ การที่มีรอยยิ้มที่ทำให้โลกสดใสได้แบบนี้ทำให้ภัทรรู้สึกว่าการที่ตัวเองไม่ค่อยยิ้มนี่...คงเป็นเรื่องแปลกมากสินะ
แกงส้มอยู่ไหนคะ? แก้วหันมาถามภัทรพร้อมด้วยรอยยิ้มน่ารักอย่างเคย
น่าจะยังอยู่ที่สระน่ะ จริงสิ มันเล่นมานานพอควรแล้วนะ แก้วไปบอกให้เขาเอามันขึ้นมาอาบน้ำได้แล้วล่ะ ภัทรหันไปบอก
แก้วรับคำเสียงใส ก่อนจะยิ้มให้ทั้งตะวันและภัทรอีกครั้งแล้วเดินออกจากห้องไป
ภัทรหันมาทำแผลให้ตะวันต่อไป ทั้งสองคนต่างก็เงียบกันไปครู่หนึ่ง ภัทรก้มหน้าตั้งใจทำแผลเต็มที่ ส่วนตะวันมองดูเพื่อนของเธอไปเรื่อยๆ จนสายตามาหยุดลงที่แขนข้างขวาของภัทร
นี่มัน...เมื่อตอนนั้นสินะ... ตะวันเอ่ยขึ้นลอยๆ แล้วยื่นมือข้างที่ไม่มีบาดแผลมาแตะที่ท่อนแขนของภัทรเบาๆ ตรงนั้นมีรอยเล็กๆ เหมือนแผลเป็นอยู่ แต่ก็มองเกือบไม่เห็น
อือ ภัทรตอบรับด้วยเสียงแผ่วเบา ความทรงจำกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในช่องท้อง ความรู้สึกที่เธอตั้งใจมาเผชิญหน้าในวันนี้
*
ขอโทษนะ วันนี้ช้าไปหน่อย พอดีอาจารย์เรียกให้ไปช่วยงานน่ะ ตะวันรีบเอ่ยขอโทษทันทีที่มาถึง พร้อมกับสีหน้าไม่สบายใจที่ปล่อยให้รอนาน
ไม่เป็นไรหรอก ภัทรตอบเรียบๆ ก่อนจะปิดหนังสือที่กำลังอ่านลง และยื่นมือไปรับกระเป๋านักเรียนสีดำของตะวันมา
ความเป็นเพื่อนระหว่างเธอกับตะวันในช่วงแรกนั้น ดำเนินไปอย่างที่ไม่ค่อยมีคนรู้มากนักแม้ว่ามันจะผ่านมาเกือบปีหนึ่งแล้ว นั่นเพราะทั้งสองคนจะเจอกันจริงๆ จังๆ ในช่วงหลังเลิกเรียนเท่านั้น ส่วนเวลาอื่นนั้นแม้จะเดินสวนกันก็แทบไม่เคยคุยกันสักคำเดียว
ภัทรเลิกซ้อมดนตรีในตอนเย็น และเกลี้ยกล่อมให้เพื่อนร่วมวงไปซ้อมกันในช่วงพักกลางวันและในวันหยุดแทน ซึ่งก็ไม่มีใครคัดค้านอะไร ส่วนหนึ่งนั่นเป็นเพราะว่าไม่มีใครเคยเห็นภัทรเอ่ยปากขอร้องหรือให้ความเห็นในเรื่องใดที่นอกเหนือจากเรื่องดนตรีมาก่อน และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าในเมื่อไม่มีกิจกรรมอื่นใดในโรงเรียนที่พวกเธอต้องแสดงอีก ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องซ้อมทุกวัน ดังนั้นภัทรจึงมีเวลามาอยู่เป็นเพื่อนตะวันได้โดยไม่ติดขัดอะไร
ทุกเย็นภัทรจะไปนั่งรอตะวันอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ต้นชมพูพันธ์ทิพย์ บางครั้งก็แค่นั่งนิ่งและเหม่อมองออกไปยังสระน้ำเบื้องหน้า บางครั้งก็อาจจะนั่งอ่านหนังสืออ่านเล่นฆ่าเวลาไปพลางๆ เพราะดูเหมือนว่าตะวันจะมีกิจกรรมอื่นที่ต้องทำหลังเลิกเรียนอยู่เสมอ ผิดกับภัทรที่เมื่อไม่มีการซ้อมดนตรีตอนเย็นแล้ว พอเลิกเรียนเธอก็จะตรงดิ่งมานั่งรอที่นี่ทันที
เมื่อตะวันมาถึง ภัทรก็จะนั่งเงียบๆ เฝ้าดูตะวันให้อาหารและเล่นกับสุนัขอยู่ห่างๆ บางครั้งตะวันก็จะลากเธอไปเล่นกับเจ้าตูบพวกนั้นด้วย แม้ว่าจะเต็มใจบ้างไม่เต็มใจบ้าง แต่บ่อยครั้งเข้าเธอก็รู้สึกว่าเจ้าพวกนี้มันก็น่ารักน่าเอ็นดูดีทีเดียว
หากวันใดภัทรมีเหตุจำเป็นให้ลงมายังจุดนัดหมายช้ากว่า ตะวันก็จะนั่งรออยู่ตรงนั้นจนกว่าภัทรจะมา เธอจึงจะเริ่มกิจวัตรประจำวันกับพวกหมาๆ ต่อไป
บางวันหลังจากจัดการกับพวกหมาเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองคนก็จะยังนั่งคุยกันอยู่ที่นั่นต่อ พูดคุยเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องเรียนและเรื่องความใฝ่ฝันในอนาคต แม้ว่าส่วนใหญ่ตะวันจะเป็นคนพูดและภัทรนั่งฟังเสียมากกว่า
แต่ก็ไม่มีวันใดเลยที่ภัทรมาโรงเรียนแล้วไม่ได้เห็นรอยยิ้มที่แสนสดใสของตะวัน รอยยิ้มที่ให้กับเธอเพียงคนเดียวในช่วงเวลายามเย็นเช่นนี้
ความสัมพันธ์ในทำนองนี้ดำเนินไปเฉกเช่นเดิมทุกวันๆ ไม่มีอะไรมากขึ้นหรือลดน้อยลง แต่กลับไม่ทำให้ภัทรรู้สึกเบื่อเลย ทั้งๆ ที่เธอเป็นคนที่ไม่ชอบการทำอะไรซ้ำซากจำเจ แต่ในกรณีนี้กลับตรงกันข้าม ยิ่งนานวันเข้าเธอก็ยิ่งรู้สึกว่าหากวันใดไม่ได้เห็นรอยยิ้มนั้น เธอก็คงไม่สามารถมีชีวิตอย่างปกติสุขได้เป็นแน่ นี่เป็นความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเธอมาก่อน แต่ภัทรก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เธอขอแค่ยังคงได้เห็นรอยยิ้มนี้ทุกวันๆ เธอก็มีความสุขแล้ว
งั้นตะวันไปให้อาหารพวกน้องหมาก่อนนะ ตะวันพูดอย่างร่าเริงก่อนจะหิ้วถุงเดินไปยังลานกว้าง ไม่ไกลจากที่ภัทรนั่งอยู่มากนัก
ภัทรเฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ ภาพที่เธอได้เห็นทุกเย็นนี้ยิ่งตอกย้ำภาพเทพธิดานางฟ้าที่แสนใจดีนั้นให้ชัดเจนในใจมากขึ้นอีก มันช่างงดงามกว่าสิ่งใดในโลก รอยยิ้มบริสุทธิ์ที่ปราศจากมารยาใดๆ นั่นก็ทำให้เธอรู้สึกปลอดโปร่งสบายใจทุกครั้งที่ได้เห็น
ภัทรอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
ตะวันเดินเข้ามาหาพร้อมด้วยรอยยิ้มบางๆ และสีหน้าฉงนเล็กน้อย
ยิ้มอะไรน่ะ? สาวสวยเอ่ยถาม
ไม่มีอะไรนี่ ยิ้มเฉยๆ ไม่ได้รึไง ภัทรตอบ กลับมาทำสีหน้าเฉยเมยเหมือนเดิม
ตะวันยิ้มขำน้อยๆ ดูน่ารักแบบที่ใครเห็นก็ต้องหยุดชะงักมองจนเหลียวหลังแน่นอน ก่อนจะเอ่ย
แปลกดีนะ ภัทรก็ยิ้มแบบไม่มีเหตุผลได้ด้วย แต่ว่าความจริงแล้วนะ ถึงมีเหตุผลภัทรก็ไม่ค่อยจะยิ้มเท่าไหร่นี่นา
ภัทรไม่ตอบว่าอะไรได้แต่หันไปย่นคิ้วเข้าหากันให้
อืม...ที่จริงแล้วตะวันก็เพิ่งสังเกตนะว่าเดี๋ยวนี้ภัทรยิ้มมากขึ้นนะ สาวสวยหันมายิ้มล้อเลียน
หึ! ภัทรพ่นลมทางจมูกแล้วเสหันหน้าไปอีกทาง ไม่ให้อีกฝ่ายเห็นใบหน้าที่เริ่มแดงขึ้นมานิดๆ
เสียงเห่าและเสียงขู่ของสุนัขหลายตัวดังขึ้น จนทั้งสองคนสะดุ้งหันไปตามเสียงนั้น และก็ได้พบภาพของสุนัขหลายตัวกำลังต่อสู้โรมรันกันยุ่งเหยิง ภัทรยืนตะลึงมองอยู่สองสามวินาทีก็มีเรื่องให้น่าตกใจมากกว่า
ที่ทำให้ตกใจก็เพราะว่าตะวันลุกขึ้นและรีบวิ่งไปที่นั่นทันที ภัทรที่เรียกสติมาได้ในวินาทีที่เห็นตะวันลุกขึ้นรีบวิ่งตามเธอไป และดึงรั้งข้อมือของหญิงสาวเอาไว้ได้ก่อนที่จะไปถึงที่นั่น
ปล่อยนะ! ต้องไปห้ามพวกมัน! ตะวันร้องอย่างร้อนรน พยายามดึงมือของตนออกจากมืออันเรียวยาวของภัทร
จะบ้าเหรอ! จะเข้าไปได้ยังไงน่ะ เดี๋ยวก็โดนมันกัดเอาหรอก! ภัทรบอกแล้วดึงร่างตะวันเข้ามาหาตัว ก่อนจะกอดช่วงเอวบางของหญิงสาวที่ดิ้นรนเอาไว้
ดูนั่นสิ! เจ้าชีโร่กำลังโดนรุมอยู่นะ แย่แล้ว! สาวสวยเริ่มส่งเสียงร้องปนสะอื้น
ภัทรหันไปมองดูก็เห็นเป็นจริงตามนั้น เจ้าชีโร่กำลังโดนสุนัขที่ตัวโตกว่าหลายตัวรุมกัดอยู่
ไม่มีเวลาให้คิดอย่างอื่นอีกแล้ว ตะวันไม่มีทางปล่อยให้เหตุการณ์มันดำเนินต่อไปแน่ๆ แต่ภัทรก็ไม่อาจปล่อยให้เธอเข้าไปเจออันตรายแบบนั้นเด็ดขาด
ภัทรเหวี่ยงร่างตะวันไปข้างหลังจนหญิงสาวเสียหลักล้มลง จังหวะนั้นภัทรรีบหยิบท่อนไม้ที่อยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาก่อนจะตรงเข้าไปที่กลุ่มหมาพวกนั้น แล้วใช้ไม้ท่อนนั้นตีสุนัขที่กำลังบ้าคลั่งอยู่
อย่าตีมันนะ! เสียงของสาวสวยที่ยังคงนั่งกองอยู่กับพื้นร้องห้ามขึ้น
ภัทรชะงักมือ ความจริงแล้วเธอก็ไม่ได้ตีแรงอะไร แค่พอให้ไล่พวกมันไปได้ แต่เสียงของหญิงสาวทำให้เธอหยุดชะงัก สุนัขสีดำสนิทตัวหนึ่งที่ยังคงอยู่ในอารมณ์พลุ่งพล่านอยู่จึงกระโดดเข้ากัดที่ท่อนแขนของเธอทันที ภัทรรู้สึกเจ็บปวดมาก แต่ก็ต้องป้องกันตัวให้พ้นจากสภาพนี้ให้ได้ก่อน เธอเปลี่ยนมือที่ถือไม้และใช้มันตีที่สุนัขตัวนั้นจนมันล่าถอยไป สุนัขตัวอื่นๆ ก็ค่อยๆ สงบลงและเดินถอยออกไปเพราะภัทรกวัดแกว่งไม้ขู่พวกมันอยู่
ตะวันรีบวิ่งเข้ามาพลางร้องเสียงดัง พอพวกสุนัขนั้นเห็นและได้ยินเสียงตะวันก็เริ่มทำหูตกลู่ลงด้วยความรู้สึกผิด พวกมันคงเพิ่งตระหนักว่าตะวันคือผู้มีพระคุณที่ให้อาหารพวกมันอยู่ทุกวัน เมื่อพวกมันสงบลงแล้ว ภัทรก็ทรุดตัวลงหมดเรี่ยวแรง
สาวสวยเข้ามาดูแผลที่แขนของภัทร แต่ภัทรกลับปัดป้องและพูดด้วยเสียงแหบแห้ง
ไปดูเจ้าชีโร่ก่อนสิ...
ตะวันมีสีหน้าตกใจ เธอรีบลุกขึ้นไปดูเจ้าชีโร่ สภาพของมันดูแย่มาก ตะวันอุ้มมันขึ้นมาและร้องไห้ปริ่มว่าจะขาดใจ
ชีโร่! ทำใจดีๆ ไว้นะ! อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ!
ภัทรลุกขึ้นเดินมาหา แม้จะปวดแขนตุบๆ แต่น้ำตาของหญิงสาวคนนี้ทำให้เธอเจ็บปวดยิ่งกว่า
ไม่เป็นไรหรอก เจ้าชีโร่ต้องไม่เป็นอะไร รีบไปกันเถอะ ภัทรบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะพยุงหญิงสาวขึ้นมาด้วยแขนอีกข้างหนึ่ง
ทั้งสองคนรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปด้านหน้าโรงเรียนโดยมีเจ้าชีโร่อยู่ในอ้อมกอดของตะวัน คนขับรถของตะวันรออยู่ที่นั่นอยู่แล้ว เมื่อเขาเห็นสภาพของทั้งสองคนก็ต้องตกใจมาก เพราะเนื้อตัวของทั้งคู่มอมแมมไปด้วยฝุ่นและเลือดของเจ้าชีโร่
รถสีดำคันใหญ่ตรงดิ่งไปโรงพยาบาลสัตว์ที่ใกล้ที่สุดด้วยความเร็วสูงทันที ตะวันเอาแต่กอดเจ้าชีโร่ไว้แน่นและร้องไห้สะอึกสะอื้นตลอดเวลา ส่วนภัทรจับมือข้างหนึ่งของตะวันเอาไว้และพึมพำซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น
ไม่เป็นไรหรอก มันต้องไม่เป็นอะไร
เมื่อถึงโรงพยาบาล ตะวันรีบส่งเจ้าชีโร่ให้กับคุณหมอและรีบบอกสาเหตุที่ทำให้มันเป็นแบบนี้ทันที คุณหมอจึงรับเจ้าชีโร่เข้าไปในห้องเพื่อทำการรักษาเร่งด่วน ส่วนภัทรดึงตัวตะวันมานั่งลงที่เก้าอี้สำหรับรอ และจับมือเธอเอาไว้ตลอดเวลา
พนักงานคนหนึ่งเดินเข้ามาหาทั้งคู่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใย
น้องคนนี้เป็นแผลนี่คะ พี่ว่าไปทำแผลก่อนดีมั้ยคะ?
ตะวันได้สติขึ้นมาอีกครั้ง เธอรีบหันมายกแขนของภัทรขึ้นดูด้วยสีหน้าเป็นกังวล
แย่แล้ว! แผลลึกเหมือนกันนะภัทร ไปทำแผลกันก่อนเถอะ
อืม...ก็นั่นสินะ ภัทรตอบรับเรื่อยๆ เธอไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรที่ต้องตกอกตกใจขนาดนั้น
มานั่นสินะอะไรเล่า! ไม่เจ็บรึไงกัน สาวสวยเริ่มเสียงดังขึ้นเล็กน้อย
เจ็บสิ... ภัทรยังคงตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทเช่นเดิม
ใกล้ๆ นี่มีคลีนิคพอดี พี่ว่าไปให้เขาทำแผลแล้วฉีดยาป้องกันเอาไว้ก็ดีนะคะ เห็นว่าเป็นหมาจรจัดใช่มั้ยคะที่กัดน้องน่ะค่ะ พนักงานคนนั้นแนะนำ
ภัทรพยักหน้ารับก่อนจะลุกขึ้น ตะวันเองก็ลุกขึ้นด้วย
เธอไม่ต้องไปหรอก อยู่กับเจ้าชีโร่ที่นี่แหละ เป็นห่วงมันไม่ใช่เหรอ? ภัทรบอกหญิงสาว
จะบ้ารึไง! ตะวันก็ห่วงภัทรเหมือนกันนั่นแหละ สาวสวยบอกงอนๆ ถ้าตะวันไม่ไปด้วย ภัทรอาจคิดว่าแผลแค่นี้เองไม่เป็นอะไรหรอก แล้วก็หนีกลับบ้านไปเฉยๆ น่ะสิ
เราไม่บ้าขนาดนั้นหรอกน่า ถึงเราจะไม่ค่อยสนใจใคร แต่เราก็ห่วงชีวิตตัวเองอยู่บ้างเหมือนกันแหละ ภัทรตอบพลางส่ายหัว ทั้งนึกขำท่าทีวิตกจริตของตะวัน และรู้สึกดีใจลึกๆ ที่ตะวันแสดงความเป็นห่วงเป็นใยเธอ
ดังนั้นทั้งสองคนจึงไปทำแผลยังคลีนิคใกล้ๆ นั้น แต่กว่าจะไปได้ ตะวันยังคงไปยืนมองอยู่หน้าประตูห้องตรวจรักษาเจ้าชีโร่อยู่นานหลายนาทีทีเดียว จนภัทรคิดจะเดินไปคนเดียวอยู่แล้ว แต่ติดที่ว่าสาวสวยคล้องแขนเธอเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น ภัทรก็ทำแผลและฉีดยาเสร็จเรียบร้อย หลังจากจ่ายเงินค่ารักษาและค่ายาแล้ว ภัทรก็เดินกลับออกมาพร้อมกับแขนที่มีผ้าพันแผลเอาไว้หนาเอาการ
ตะวันรีบเดินกลับเข้าไปในโรงพยาบาลสัตว์อย่างร้อนใจ แต่การรักษาเจ้าชีโร่ก็ยังไม่เสร็จ หลังจากนั้นราวสิบนาทีคุณหมอก็เดินออกมาบอกว่าบาดแผลของมันสาหัสมาก และไม่แน่ใจว่าจะรอดชีวิตหรือไม่ คงต้องรอว่าผ่านคืนนี้ไปจะเป็นเช่นไร
หญิงสาวผู้รักสัตว์เป็นชีวิตจิตใจร้องไห้ออกมาอย่างหนักอีกครั้ง เธอกลัวเหลือเกินว่ามันจะไม่สามารถอดทนจนพ้นคืนนี้ไปได้ ภัทรได้แต่กุมมือปลอบใจอยู่แบบนั้น ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้น้ำตานั้นหยุดลงได้
...ทั้งๆ ที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะปกป้องรอยยิ้มนี้ จะไม่ให้คนๆ นี้มีน้ำตาอีก แต่เอาเข้าจริงแล้วเธอก็ทำอะไรไม่ได้เลย...
เมื่อเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะรออยู่ที่นั่นอีก ภัทรจึงเกลี้ยกล่อมให้ตะวันกลับบ้าน แม้หญิงสาวจะดื้อดึงอยู่บ้างแต่ในที่สุดก็ยอมทำตาม โดยที่น้ำตานั้นไม่ได้หยุดลงเลยจนกระทั่งขึ้นรถ

#1 By (58.8.188.146) on 2007-03-05 09:01