คืนฝนพรำ - ตอนพิเศษ - After the Rain
posted on 06 Jun 2006 23:22 by bluearrow in My-Novelอากาศช่วงเดือนธันวาคมช่างหนาวจับใจ หิมะโปรยปรายลงมาไม่หยุดมาตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้ว ทำให้สนามหน้าบ้านขาวโพลนไปหมด แม้ว่าจะไม่ได้หนักหนาถึงขนาดไปไหนไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นวันนี้พิมก็ยังอยากนอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ ในบ้านที่อากาศอบอุ่นอย่างนี้นานๆ มากกว่าที่จะต้องออกจากบ้านในวันหยุดแบบนี้ แม้ว่าตอนนี้มันจะเป็นเวลาเกือบเที่ยงวันแล้วก็เถอะ
เกือบหนึ่งปีมาแล้ว นับตั้งแต่ที่เธอจากประเทศไทยเพื่อมาเรียนต่อที่นี่ โดยที่พ่อแม่ของเธอไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใดเมื่อเธอเอ่ยปากออกมา นั่นเป็นเพราะว่าพ่อของเธออยากให้เธอมาเรียนต่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อหนีข่าวที่กำลังโหมกระพือกันอยู่ในตอนนั้น....เรื่องราวความสัมพันธ์ของเธอกับนักเขียนชื่อดัง
พิมพลิกตัวกลับมาอีกด้าน หวังจะได้สวมกอดร่างบางของนักเขียนคนนั้น
แต่ทว่า ข้างตัวเธอกลับว่างเปล่า...
สาวสวยผู้มีผมสีดำยาวเหยียดตรงถึงกลางหลังลุกขึ้นนั่งพลางบิดขี้เกียจยาวๆ ทีหนึ่ง จากนั้นจึงสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ห้อง เผื่อว่าคนรักของเธออาจจะเพียงเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำก็เป็นได้
ไม่มีเสียงใดๆ ดังออกมาจากที่นั่น ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้พิมคาดเดาได้ว่า คนๆ นั้นคงออกไปจากห้องนอนแล้ว
พิมลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องน้ำ มองดูใบหน้าของตัวเองในกระจก แม้ว่าจะเป็นใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอางแต่งเติมและยังตื่นนอนไม่เต็มที่นัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสวยน่ารักของเธอลดลงแต่อย่างใด
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวของตัวเองเรียบร้อยแล้ว สาวสวยผู้เคยเป็นนักร้องยอมนิยมของเมืองไทย และคงจะยังเป็นต่อไปหากไม่หนีมาเรียนต่อดื้อๆ แบบนี้เสียก่อน ก็เดินออกมาจากห้อง เธอลองมองดูรอบๆ อีกครั้งก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าแม่นักเขียนตัวดีนั่นอยู่ในส่วนใดของบ้าน
....สงสัยคงจะออกไปข้างนอก
พิมรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ตามปกติหากจะไปไหน เรจะต้องบอกเธอก่อนนี่นา
************************************
เร กำลังเดินซื้อของอยู่ในร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ความจริงแล้วเธอออกมาซื้อของที่จำเป็นในวันนี้ที่ห้างสรรพสินค้าตั้งแต่เช้าแล้ว แต่พอใกล้จะถึงบ้านกลับเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่ายังลืมซื้อของจิปาถะอื่นๆ อยู่อีก
เธอเดินไปหยิบของที่ต้องซื้อโดยใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีดีนัก นั่นเพราะเธออยากรีบกลับไปให้ถึงบ้านก่อนที่คนรักของเธอจะตื่นขึ้น หากเธอคาดไว้ไม่ผิด สาวสวยคนนั้นคงไม่ตื่นขึ้นมาก่อนบ่ายโมงหรอก
นั่นเป็นเพราะว่า หากไม่ใช่วันที่ต้องไปเรียนหนังสือแล้ว คนรักของเธอไม่เคยลุกจากที่นอนก่อนเที่ยงวันได้เสียที แถมเมื่อคืนนี้ก็ยัง...
คิดถึงตรงนี้ใบหน้าของนักเขียนสาวกลับมีสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งจะเป็นเพราะความหนาวเย็น หรือเพราะเหตุอันใดก็คงไม่มีใครทราบได้นอกจากเจ้าตัวเท่านั้น
หลังจากเรื่องราววุ่นวายในครั้งนั้นแล้ว แผนการที่จะเดินทางมาอยู่กับแม่ของเธอที่อเมริกาก็เป็นอันต้องเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ว่าเธอยกเลิกเรื่องนั้น หากแต่เธอจำต้องเลื่อนกำหนดการเดินทางเพื่อจัดการสะสางปัญหาที่เมืองไทยให้เรียบร้อยเสียก่อน
ข่าวของเธอกับนักร้องสาวขวัญใจประชาชนขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับทีเดียว แน่นอนว่าส่วนใหญ่มักจะใช้ภาษาในการนำเสนอข่าวให้ดูรุนแรง ก้าวร้าว เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค เรไม่ได้ถือโกรธสื่อหรอก เพราะเธอเข้าใจว่ามันเป็นจุดขายของพวกเขา
หากเธอจะเสียความรู้สึก ก็คงเป็นเรื่องที่ เพราะเหตุใดคนส่วนใหญ่ในสังคมจึงมองความรักของพวกเธอแบบดูถูกเหยียดหยาม บางคนปากบอกว่าเปิดกว้างและเข้าใจ แต่ลึกๆ แล้วก็แอบมองพวกเธอด้วยสายตาที่ไม่ต่างจากคนใจแคบทั้งหลายหรอก
ทำไมกันหรือ? หากเป็นหญิงกับชายก็จะถูกมองว่าเป็นเรื่องของความรัก แต่หากเป็นเรื่องของเพศเดียวกัน กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องของความใคร่ไปเสียหมด
หากเป็นหญิงกับชายจะเรียกว่า คู่รัก...
แต่หากเป็นเพศเดียวกันกลับเรียกว่า คู่ขา...
ไม่ว่านิยามใดๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่อใช้เรียกก็ล้วนแฝงความดูถูกเอาไว้ โดยที่ยังไม่มีใครมองถึงความรู้สึกจริงๆ ที่พวกเธอมีต่อกันเลยแม้แต่นิดเดียว
ทั้งๆ ที่คู่รักชายหญิงก็มีปัญหากันได้ไม่ต่างกัน จอมปลอมและหลอกลวงได้ไม่ต่างกัน ไม่มีใครรับประกันว่าหากคุณมีความรักกับเพศตรงข้ามแล้ว นั่นคือความรักที่แท้จริง ยั่งยืน...
คู่รักที่เป็นเพศเดียวกัน แต่อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าก็มีมากมาย พวกเขาก็มีความรักที่บริสุทธิ์ต่อกันได้ ไม่ต่างจากชายหญิง
แล้วเพราะเหตุใดจึงต้องดูถูกกันด้วยสายตาและคำพูดด้วยเล่า? แค่เพียงเพราะพวกเธอไม่เหมือนคนอื่นส่วนมากกระนั้นหรือ?
หากเป็นเช่นนั้น ทำไมการดูถูกคนพิการจึงเป็นเรื่องน่าละอายและเรื่องเสื่อมเสียล่ะ ในเมื่อพวกเขาก็เป็นคนส่วนน้อยของสังคม ที่ไม่เหมือนกับคนปกติทั่วไปส่วนใหญ่ในสังคมเช่นกัน
เรหัวเราะขำเล็กน้อยในลำคอ มาตรฐานของสังคมมันอยู่ที่ตรงไหนกัน คนเราวัดกันจากอะไรกันแน่?
การดูถูกคนที่ไม่เหมือนกับตัวเอง นั่นแหละคือเรื่องน่าละอายที่สุดสำหรับเธอล่ะ
เมื่อข่าวของเธอกับพิมไม่จบสิ้นไปเสียที พิมจึงตัดสินใจเดินทางมาเรียนต่อที่นี่พร้อมกับเรที่เดินทางมาอยู่กับแม่ ซึ่งแม่ของเธอก็ต้อนรับพิมอย่างดี นั่นเพราะแม่ของเธออยู่ในสังคมตะวันตกมานานและเปิดกว้างพอที่จะเข้าใจความรักของพวกเธอทั้งสองคน
แต่เมื่อครึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งสองคนก็ตัดสินใจแยกตัวออกมาอยู่ด้วยกันตามลำพัง เพราะไม่อยากรบกวนแม่เธอมากไปกว่านั้น นั่นเพราะขนาดทั้งสองย้ายมาอยู่ต่างประเทศแล้ว ก็ยังไม่วายถูกพวกนักข่าวตามรังควานถึงที่นี่อีก ทั้งสองคนจึงคิดว่าการแยกออกไปอยู่ไกลจากเมืองเงียบๆ จะเป็นการดีกว่า
เรไม่ได้เรียนต่อแต่เลือกทำงานที่เธอชอบ นั่นคือการเป็นนักเขียนต่อไป ต้องขอบคุณเทคโนโลยีไร้พรหมแดนสมัยนี้ที่ทำให้เธอสามารถทำงานที่รักได้โดยไม่ติดขัดอะไร
ข้อดีอีกอย่างของการทำงานเขียนก็คือ คนที่เป็นแฟนหนังสือและนักอ่านจริงๆ ไม่ได้สนใจที่ตัวเธอว่าจะเป็นเช่นไร แต่สนใจที่ตัวผลงานมากกว่า ดังนั้นเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีผลกระทบต่อหน้าที่การงานของเธอมากนัก ดีเสียอีก ช่วงแรกๆ ที่ข่าวกำลังดัง ยอดขายหนังสือของเธอเพิ่มขึ้นจากพวกคนที่อยากรู้อยากเห็นด้วยซ้ำไป
เรไม่ได้สนใจเรื่องยอดขายหรอก เธอเพียงแต่หวังว่า หากมีคนที่เริ่มอ่านหนังสือของเธอเพราะสนใจเรื่องข่าว และเมื่อได้อ่านแล้วรู้สึกชอบผลงานของเธอขึ้นมาจริงๆ บ้างก็คงจะดี
************************************
พิมทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาตัวนุ่มในห้องรับแขก ก่อนจะหยิบรีโมทขึ้นมาเปิดโทรทัศน์เปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ ด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
ไปไหนของเขานะ... ทั้งๆ ที่คิดว่าวันนี้อยากจะนอนอยู่ด้วยกันบนเตียงจนถึงบ่ายๆ เสียหน่อย...
พักหลังๆ มานี้พวกเธอสองคนไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกันมากนัก นับตั้งแต่พิมจบคอร์สเรียนภาษา และเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างจริงๆ จังๆ เธอก็ต้องเรียนหนักจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน การปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่เป็นเรื่องยากและต้องทุ่มเทกับมัน จนกลับถึงบ้าน หัวถึงหมอน เธอก็หลับเป็นตายแทบทุกวัน
แต่เมื่อคืนนี้ก็...
พิมหัวเราะขำเล็กน้อย อารมณ์ขุ่นมัวเริ่มจางลงไปบ้างเมื่อคิดถึงเรื่องเมื่อคืนนี้
เมื่อวานนี้เป็นวันสอบวันสุดท้ายของเธอ หลังจากสอบเสร็จเธอก็ตั้งใจจะรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด เพราะเหน็ดเหนื่อยจากการอดหลับอดนอนอ่านหนังสือและทำรายงานมาหลายวันติดกัน แต่กลับมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเล็กน้อยกับรายงานที่เธอส่งไป จึงต้องอยู่คุยกับอาจารย์จนค่ำ กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ภาพที่เธอเห็นก็คือ เรที่นอนหลับน้ำลายยืดฟุบอยู่บนโต๊ะอาหาร ที่มีเทียนซึ่งดับมอดไปแล้วในแก้วใบเล็กวางอยู่กลางโต๊ะ กับอาหารที่เห็นว่าเป็นฝีมือของเรที่ตั้งใจทำฉลองสอบเสร็จให้กับเธอโดยไม่บอกให้รู้ล่วงหน้า เธอจึงไม่ได้โทรมาบอกว่าจะกลับดึก เพราะตามปกติบางวันเธอก็กลับเวลานี้อยู่แล้ว เนื่องจากระยะทางจากบ้านไปยังมหาวิทยาลัยค่อนข้างไกล เพราะทั้งคู่เลือกมาอยู่ในที่ห่างไกลผู้คน เพื่อความสงบสุข ปราศจากการรบกวนของบรรดาปาปารัซซี่ทั้งหลาย
พิมยิ้มกว้างทันทีที่เห็นภาพนั้น ใจหนึ่งนึกขำสภาพที่เรเป็นอยู่ในขณะนั้น แต่อีกใจหนึ่งก็อดปลื้มไม่ได้ที่คนรักของเธอผู้ซึ่งหาความโรแมนติกได้ยากยิ่งคนนี้ อุตส่าห์เตรียมเรื่องเซอร์ไพรส์แบบนี้ให้กับเธอ
สาวสวยก้มลงไปจุมพิตเบาๆ ที่แก้มของนักเขียนสาวจนสะดุ้งตื่นจากความฝัน ก่อนที่จะรู้สึกตัวและใช้แขนเสื้อเช็ดใบหน้าด้วยความเขินอาย พิมยิ่งหัวเราะขำเข้าไปอีกเมื่อเห็นท่าทีแบบนั้น
เมื่อคืนนี้ทั้งสองคนเลยเอาอาหารที่เตรียมไว้มาอุ่นกินกันอย่างง่ายๆ พลางดูโทรทัศน์กันไปจนเลยเที่ยงคืน จึงเข้านอนและผล็อยหลับไปด้วยกันทั้งคู่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยของเรจากการเตรียมอาหาร และการสอบของพิมนั่นเอง
เสียงรถที่หน้าบ้านทำให้พิมหลุดจากภวังค์ความนึกคิดกลับมาสู่ปัจจุบัน ความหงุดหงิดเล็กๆ กลับมาอีกครั้งเมื่อคิดว่าแม่นักเขียนตัวดีหายไปไหนมาแต่เช้าโดยไม่บอกกล่าวเธอสักคำ
พิมเดินไปยืนจังก้าอยู่ที่หน้าประตู เสียงไขกุญแจก๊อกแก็กดังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วร่างของหญิงสาวผมยาวประบ่า สวมแว่นกรอบสี่เหลี่ยม ในชุดเสื้อคลุมตัวหนา มีผ้าพันคอพันไว้รอบคอ พร้อมกับข้าวของในมือพะรุงพะรังก็ปรากฏขึ้น
ไปไหนมาน่ะ... พิมขึ้นเสียงเล็กน้อยในช่วงต้นประโยค แต่ก็กลับเปลี่ยนเป็นอ่อนลง และมีแววฉงนบนใบหน้าแทนเมื่อเห็นข้าวของมากมายในสองมือนั้น ซื้ออะไรมาตั้งมากมายเนี่ย
นักเขียนสาวยิ้มให้แทนคำตอบ ก่อนจะเดินแทรกตัวผ่านคนรักของเธอเข้าไปในบ้าน เธอเดินไปที่ครัวก่อนจะทยอยหยิบข้าวของออกมากองไว้บนโต๊ะ และเริ่มหยิบนั่นหยิบนี่ไปไว้ในที่ทางของมัน
พิมปิดประตูแล้วเดินตามเข้ามาอย่างงงๆ แล้วจึงหยิบของต่างๆ มาพิจารณา ส่วนใหญ่เป็นของสดที่เอาไว้ทำอาหาร แต่ก็ยังมีห่ออีกหลายห่อที่พิมไม่รู้ว่ามันคืออะไร
จะทำอาหารอีกเหรอ เมื่อวานไม่เหนื่อยรึไง พิมเอ่ยถามคนรักของเธอ ที่ยังคงรื้อของออกมาจากถุงใบโตไม่หมดดีนัก
อือ เรตอบรับเบาๆ เอาพวกนี้ไปใส่ตู้เย็นหน่อยสิ
พิมหันไปขมวดคิ้วให้เล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแค่ยักไหล่และหยิบของสดเดินไปที่ตู้เย็นอย่างว่าง่าย
เมื่อวานขอโทษนะ เรก็น่าจะบอกก่อน พิมจะได้โทรมาบอกว่าจะกลับดึกน่ะ สาวสวยพูดด้วยเสียงอู้อี้เล็กน้อย นั่นเพราะศีรษะของเธอแทบจะเข้าไปอยู่ในตู้เย็นทั้งหมดแล้ว
ไม่เป็นไรหรอก เรตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ เพราะงั้นวันนี้ถึงได้ซื้อพวกนี้มายังไงล่ะ
หา? เมื่อกี้ว่ายังไง...นะ... พิมหมุนตัวกลับมา และต้องชะงักไปนิดหนึ่งเพราะพบว่าคนรักของเธอเข้ามาประชิดตัวและเอาอะไรบางอย่างมาพันรอบคอของเธอเอาไว้
สายรุ้งเส้นยาวทำให้เธอรู้สึกคันคะเยออยู่บ้าง แต่ในขณะนี้เธอไม่มีเวลาสนใจเรื่องนั้น เพราะมัวแต่ประหลาดใจอยู่
เราขี้เกียจจะทำเซอร์ไพรส์อะไรแล้ว เพราะรู้สึกว่าเราจะทำอะไรแบบนั้นไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่ วันนี้เราเลยกะว่าไหนๆ ก็อยู่บ้านแน่ๆ แล้ว มาช่วยกันทำเลยดีกว่า เป็นไง แบบนี้ก็ไม่มีเรื่องผิดพลาดแน่นอน นักเขียนสาวบอกยิ้มๆ อย่างภูมิใจในแผนการของเธอเสียเหลือเกิน
เอ่อ...แล้วไอ้นี่มันอะไร? พิมถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก
อ้าว...ก็คริสต์มาสไง คริสต์มาส คนรักของเธอตอบง่ายๆ วันนี้วันที่ยี่สิบสี่ธันวา ก็เป็นคืนคริสต์มาสอีฟพอดี เราก็ควรจะจัดปาร์ตี้เล็กๆ ของเราสองคนซะเลยไง
งั้นเหรอ... พิมค่อยๆ คลายสายรุ้งที่พันรอบคอเธอออกช้าๆ ที่เรพูดมันก็ถูกนะ แต่ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าเราสองคนจะนับถือพุทธด้วยกันทั้งคู่ไม่ใช่เรอะ... สาวสวยพูดติดสำเนียงประชดเล็กน้อย
ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ แค่ทำตามเทศกาลนิดหน่อย ไม่เคยได้ยินเหรอ เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตามไง
อ๋อเหรอ... พิมแกล้งลากเสียงยาว พลางม้วนสายรุ้งเส้นยาวในมือ ทำท่าจะเดินไปที่โต๊ะ
ทันใดนั้น คนข้างหลังก็รวบตัวของเธอเอาไว้ กอดกระชับแน่น ก่อนจะกระซิบเบาๆ ด้วยสำเนียงเศร้าๆ ที่ข้างหู
ความจริงแล้วเราก็แค่อยากฉลองที่พิมสอบเสร็จเท่านั้นแหละ เราคิดว่าพิมคงดีใจถ้าเราสองคนจะมีปาร์ตี้เล็กๆ หรือมื้อค่ำที่โรแมนติกสักหน่อย แต่เรามันทำอะไรแบบนี้ไม่ค่อยจะเป็น เราก็กลัวพิมจะผิดหวัง...
สาวสวยหมุนตัวกลับมาช้าๆ ใช้มือหนึ่งสัมผัสใบหน้าของคนรัก พร้อมกับรอยยิ้มหวานอันอบอุ่น ก่อนจะเอ่ย
"สำหรับเรา แค่มีเรอยู่ข้างๆ เท่านี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ
ใบหน้าทั้งสองค่อยๆ ขยับเข้าหากันใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่สายรุ้งในมือของสาวสวยผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่าซุปเปอร์สตาร์ของเมืองไทยจะหล่นลงบนพื้นห้องครัวที่ขัดจนมันวับ ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมขึ้น แต่กลับแฝงไว้ซึ่งบรรยากาศอันอบอุ่นยากเกินจะบรรยาย
หิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง กองทับถมสูงขึ้นเรื่อยๆ มันจะค่อยๆ มากขึ้นทีละน้อย แต่สักวันเมื่ออากาศอบอุ่นกว่านี้ มันก็จะค่อยๆ ละลายลงไป เฉกเช่นความรักของใครหลายคู่ ไม่ว่าจะเป็นความรักของชายหญิง หรือความรักระหว่างเพศเดียวกันก็ตาม ในวันนี้ทุกสิ่งยังคงดูสวยงามและราบรื่น หากแต่ว่าใครจะรู้ว่าสักวันหนึ่งมันจะลดน้อยลงหรือละลายหายไปหมดเมื่อใด
ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าความรักของพวกเขาทั้งสองคนจะจบลงเช่นไร มันอาจจะจบลงในเร็ววันนี้ หรือไม่มีวันจบลงเลยก็ได้
สิ่งเดียวที่พวกเขารับรู้ร่วมกันโดยไม่ต้องเอ่ยเป็นคำพูดก็คือ วันนี้พวกเขารักกัน และจะพยายามรักษาความรู้สึกอันมีค่านี้เอาไว้ให้นานที่สุด ตราบเท่าที่ทั้งสองคนยังมีกันและกันอยู่
แล้วความรักของคุณล่ะ....?
555555+ หลายคนคงประหลาดใจ อยู่ๆ ตอนนี้โผล่มาได้ยังไง.....ว่าแต่...ลืมเรื่องนี้ไปกันรึยังนะ....?
คือว่า อารมณ์คนเป็นนักเขียนก็แบบนี้แหละค่ะ (เอ๊ะ...คนอื่นเป็นกันรึเปล่าไม่รู้ - -) จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องนี้และอยากแต่งเรื่องราวต่อจากฉากจบขึ้นมาซะงั้น ความจริงคิดเอาไว้นานแล้ว แต่ไม่ได้เขียนซะที วันนี้นึกยังไงไม่รู้อยากเขียนขึ้นมา คงเป็นเพราะมีคนเมล์มาถามเรื่องนิยายเรื่องนี้ของเราล่ะมั้ง เลยเกิดอาการคิดถึงเรกับพิมขึ้นมา
ส่วนเรื่อง The Story of Sun and Moon ใจเย็นนะคะ รู้สึกไม่พอใจในอะไรหลายๆ อย่างที่คิดขึ้นมา เลยขอใช้เวลาคิดอีกหน่อย ประกอบกับยุ่งๆ หลายเรื่อง ช่วงที่ผ่านมา แม้แต่ตัวคนแต่งเองยังรู้สึกขาดช่วงเลยค่ะ ขอเวลาไปปรับอารมณ์อีกนิดและจะกลับมาพร้อมตอน 19 แน่นอน อย่าเพิ่งลืมกันนะคะ
ถือซะว่า ตอนพิเศษนี้ แทนคำขอโทษของเรานะคะที่ดองนิยายซะนาน อย่าเพิ่งโกรธกันนะ ^ ^

แต่เห็นหน้าปกแล้วนึกว่าพิมยืนกับผู้ชายซะอีกแน่ะ
หนุกหนาน
#1 By Icecold (58.8.133.100) on 2006-06-07 01:21